คนไทยกับเรื่องดวงเป็นของคู่กันมาตั้งแต่อดีต ไม่ว่าจะดวงความรัก การงาน หรือที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ "ดวงการเงิน" หลายคนถึงกับยอมควักเงินไปหาหมอดู หวังรู้อนาคตว่าชีวิตจะรุ่งหรือร่วง แต่รู้ไหม จริง ๆ แล้วเราสามารถเช็กดวงการเงินได้เองง่าย ๆ
Thairath Money สรุปบทความหนึ่งที่น่าสนใจจาก สมาคมนักวางแผนการเงิน ซึ่งแนะนำวิธี “เช็กดวงการเงิน” แบบมืออาชีพ ใช้แค่ตัวเลข ไม่ต้องพึ่งไพ่หรือโหราศาสตร์ มาลองเช็กกันดีกว่าว่าดวงการเงินของคุณช่วงนี้อยู่ในช่วงขาขึ้นหรือกำลังแย่
ยงยุทธ ภาคาเพียร ที่ปรึกษาการเงิน AFPT™ ระบุไว้ในบทความ วิธีตรวจดวงชะตาทางการเงิน 3 ด้าน ว่า การเริ่มต้นวางแผนเงินส่วนบุคคลแบบง่ายๆ ในเรื่องของการตรวจดูสถานะภาพทางการเงินของแต่ละคน ทำได้ผ่านวิธีการเช็กดวงการเงินแม่นๆ 3 ด้าน คือ สภาพคล่อง หนี้สิน และความมั่งคั่งในอนาคต เปรียบเสมือนเรากำลังพยากรณ์ ดูฐานะการเงินของชีวิตเราคร่าวๆ ด้วยเครื่องมืออัตราส่วนทางการเงินส่วนบุคคล ดังนี้
เช็กดวงการเงิน “ด้านสภาพคล่อง”
สภาพคล่องเป็นตัวชี้วัดสำคัญ ว่าคุณมีเงินสดเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายและหนี้สินในระยะสั้นหรือไม่ หากสภาพคล่องต่ำ อาจต้องพึ่งพาการกู้ยืมหรือขายสินทรัพย์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางการเงินของคุณในอนาคต โดยนักวางแผนการเงิน แนะนำวิธีการเช็กดวงไว้ ดังนี้
อัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio) = สินทรัพย์สภาพคล่อง ÷ หนี้สินระยะสั้น
ถ้าได้มากกว่า 1 แปลว่ายังไหว ไม่ติดขัด แต่ถ้าน้อยกว่านั้น ก็ทำนายว่าการเงินมีโอกาสติดขัดสูง อาจไม่มีเงินเพียงพอไปจ่ายชำระหนี้นั่นเอง
อัตราส่วนสภาพคล่องพื้นฐาน (Basic Liquidity Ratio) = สินทรัพย์สภาพคล่อง ÷ ค่าใช้จ่ายต่อเดือน
ค่าที่เหมาะสม คือ 3-6 เท่า เผื่อฉุกเฉิน หมายความว่า ควรมีเงินเก็บสำรองไว้ใช้ยามฉุกเฉินอย่างน้อยประมาณ 3-6 เดือนในเบื้องต้น
เช็กดวงการเงิน “ด้านหนี้สิน”
ภาระหนี้ที่มากเกินไป อาจทำให้คุณขาดสภาพคล่องและเพิ่มความเสี่ยงทางการเงิน หากหนี้สูงจนเกินไป การบริหารเงินในแต่ละเดือนอาจกลายเป็นเรื่องยากลำบาก ควรตรวจสอบว่าหนี้สินอยู่ในระดับที่จัดการได้หรือไม่ โดยนักวางแผนการเงิน แนะนำวิธีการเช็กดวงไว้ ดังนี้
อัตราส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์ (Debt to Total Asset Ratio) = หนี้สินรวม ÷ สินทรัพย์รวม
ค่าที่ได้ ไม่ควรมากกว่า 0.5 เท่า หมายความว่า ตัวของเราไม่ควรมีหนี้สินเกิน 50% ของสินทรัพย์ที่มี เพราะจะทำให้ภาระหนี้ที่มีอยู่เป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิต ซึ่งเป็นการเสี่ยงมาก หากมีปริมาณหนี้สินล้นพ้นตัว
อัตราส่วนความสามารถในการชำระหนี้ (Leverage Ratio) = ภาระหนี้ต่อเดือน ÷ รายได้รวม
ไม่ควรมีค่าเกิน 0.4 เท่า ซึ่งอาจหมายความว่า ไม่ควรมีภาระในการผ่อนชำระหนี้เกินกว่า 40% ของรายรับ เพราะจะทำให้ภาระหนี้ที่มีอยู่เป็นอุปสรรคต่อการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและจะส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินในอนาคต
เช็กดวงการเงิน “ด้านความมั่งคั่งในอนาคต”
ความมั่งคั่งไม่ได้วัดจากรายได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาเรื่องการออมและการลงทุนร่วมด้วย หากต้องการมีอิสรภาพทางการเงินในอนาคต ควรมีสัดส่วนเงินออมและเงินลงทุนที่เหมาะสม โดยนักวางแผนการเงิน แนะนำวิธีการเช็กดวงไว้ ดังนี้
อัตราส่วนการออม (Saving Ratio) = (เงินออม + เงินลงทุน) ÷ รายได้
ค่าที่ได้ควรมากกว่า 0.1 เท่า หรือหมายความว่าเงินออมควรมากกว่า 10% ของรายได้ที่เราหามา เพราะหากเรามีเงินเก็บออมยิ่งมากเท่าใด เป้าหมายของการเก็บออมก็เข้าใกล้ความสำเร็จมากขึ้น
อัตราส่วนการลงทุน (Investment Ratio) = สินทรัพย์ลงทุน ÷ ความมั่งคั่งสุทธิ
ค่าที่ได้ควรมากกว่า 0.5 เท่า หรือมีความหมายถึงการมีสินทรัพย์ลงทุนมากกว่า 50% ของความมั่งคั่งสุทธิ โดยสินทรัพย์ลงทุนที่มีนั้น บ่งบอกถึงการสร้างรายได้ด้วยผลตอบแทนเป็นหลัก ชี้ให้เห็นถึงเส้นทางความมั่งคั่งของฐานะทางการเงินมุ่งสู่อิสระทางการเงินในอนาคตด้วยเช่นกัน
อัตราส่วนความมั่งคั่ง (Wealth Ratio) = Passive Income ÷ ค่าใช้จ่าย
หากผลลัพธ์มากกว่า 1 เท่า แสดงว่าเรามีสถานะเข้าสู่อิสรภาพทางการเงินแล้ว แต่หากน้อยกว่า 1 ก็หาโอกาสพยายามสร้าง passive income ให้เพิ่มมากขึ้น
ที่มา : วิธีตรวจดวงชะตาทางการเงิน 3 ด้าน
อ่านข่าวกับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้