ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 9 ต.ค.66 ปิดที่ 1,431.72 จุด ลดลง 6.73 จุด มีมูลค่าซื้อขาย 47,468.30 ล้านบาท ต่างชาติซื้อสุทธิ 2,963.20 ล้านบาท
หุ้นมูลค่าซื้อขายสูงสุด PTTEP ปิด 168.50 บาท บวก 6.50 บาท, JMT ปิด 42 บาท ลบ 4.25 บาท, DELTA ปิด 79 บาท ลบ 1.50 บาท, BANPU ปิด 7.95 บาท บวก 0.20 บาท, JMART ปิด 22.00 บาท ลบ 1.30 บาท
บล.ดาโอ ประเมินหุ้นที่จะได้และเสียประโยชน์จากเหตุความรุนแรงในอิสราเอล ระบุว่า ผลกระทบต่อสินค้าโภคภัณฑ์มีจำกัด เนื่องจากอิสราเอลไม่ใช่ประเทศส่งออก Soft commodities หลัก สำหรับหุ้นที่จะได้ประโยชน์จากความตึงเครียดที่สูงขึ้นในตะวันออกกลางและมีโอกาส Outperform ดัชนีมากสุด คือ PTTEP โดย PTTEP จะได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น โดยบริษัทมีสัดส่วนปริมาณน้ำมันดิบคิดเป็น 27-30% ของปริมาณยอดขายรวม
นอกจากนี้ ปริมาณขายเฉลี่ยจะกลับมาฟื้นตัวได้ใน QoQ ในไตรมาส 4/66 หลักๆจาก ปริมาณขายเฉลี่ยโครงการ G1/61 ที่สูงขึ้น และการกลับมาดำเนินงานเต็มไตรมาสของโครงการ G2/61
ส่วนกลุ่มหุ้นที่คาดว่าจะเสียประโยชน์จากความตึงเครียดที่สูงขึ้นคือกลุ่มท่องเที่ยว มองเป็นลบเล็กน้อย ได้รับผลกระทบจากนักท่องเที่ยวอิสราเอลที่มีโอกาสลดลงได้ โดยจำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าวช่วง 8 เดือนแรกอยู่ที่ 160,000 คน แต่ถ้าสถานการณ์ยืดเยื้ออาจกระทบกลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มอิสราเอล รวมถึง Middle east ด้วย
กลุ่มที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ ERW, CENTEL, SHR, MINT และกลุ่ม Aviation อย่าง AOT และ BAFS ด้วย
ขณะที่กลุ่ม Agri&Food-ralated มีมุมมองเป็นกลาง เนื่องจากอิสราเอลไม่ใช่ประเทศส่งออก Soft commodities หลัก ด้านการส่งออกจากไทยไปอิสราเอล ปัจจุบันไทยส่งออกอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป แต่สัดส่วนการส่งออกยังต่ำคิดเป็นราว 2% ของมูลค่าส่งออก โดยปัจจุบันหุ้นกลุ่มนี้ยังคงน้ำหนัก Neutral และ Top pick คือ TU และ AAI
ส่วนกลุ่ม Healthcare มีมุมมองเป็นกลาง ผลกระทบจำกัด เนื่องจากคนไข้หลักอยู่ในกลุ่มตะวันออกกลาง ไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุดังกล่าว แต่กรณียืดเยื้อรุนแรงมากขึ้น อาจกระทบต่อการเดินทางกลุ่มตะวันออกกลางได้ โดยกลุ่มโรงพยาบาล ยังชอบ BH และ BDMS!!
อินเด็กซ์ 51
อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่