เมื่อใกล้ถึงช่วงสิ้นปี ตลาดหุ้นมักเต็มไปด้วยความคาดหวัง โดยเฉพาะการคาดการณ์เกี่ยวกับ "Window Dressing" หรือหนึ่งในกลยุทธ์ที่นักลงทุนเชื่อว่า นักลงทุนสถาบันการเงิน จะทำการปรับพอร์ตเพื่อทำให้ตัวเลขผลงานกองทุนออกมา “ดูดีขึ้น” ในช่วงปิดปีก่อนรายงานผลการดำเนินงาน
แต่คำถามที่น่าสนใจก็คือ กลยุทธ์นี้เป็นเพียงแค่ "ความเชื่อ" หรือเป็น "ของจริง" และจะส่งผลต่อภาพรวมตลาดหุ้นไทยอย่างไร ?
"Window Dressing" มักถูกอธิบายว่าเป็นความเชื่อหนึ่งของนักลงทุน ที่เชื่อว่าเมื่อถึงช่วงสิ้นปีหรือสิ้นไตรมาส นักลงทุนสถาบันจะมีการปรับพอร์ต เพื่อทำให้ผลงานในภาพรวมของกองทุนดูดีขึ้นก่อนการรายงานผลการดำเนินงาน
โดยนักลงทุนสถาบันจะเข้าซื้อหุ้นที่ราคากำลังปรับตัวขึ้น หุ้นที่มีผลงานโดดเด่น หรือหุ้นที่กองทุนนั้นๆ ถืออยู่แล้ว เพื่อทำให้ราคาปิดสูงขึ้น และด้วยเม็ดเงินจากกองทุนที่มีจำนวนมหาศาล จึงเชื่อว่ามีส่วนช่วยสร้างแรงซื้อในระยะสั้น และทำให้ราคาหุ้นรวมถึงดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นได้
ในทางกลับกัน นักลงทุนสถาบันอาจทำการขายหุ้นบางส่วนออกจากไป เช่น หุ้นที่ให้ผลตอบแทนต่ำ หุ้นที่ไม่สอดคล้องกับนโยบายการลงทุน หรือหุ้นที่มีปัญหา เป็นต้น
แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่า "Window Dressing" เกิดขึ้นในทุกปี แต่มีแนวโน้มที่ตลาดหุ้นมักได้รับแรงซื้อในช่วงปลายปี โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ที่มีบทบาทสำคัญในดัชนีตลาดหุ้น
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ช่วง 8 ปีที่ผ่านมา มีถึง 6 ปีที่เกิด Window Dressing หรือดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) ปรับตัวขึ้น โดยปีนี้จะมีแรงเสริมจากกองทุนประหยัดภาษี Thai ESG และกองทุนวายุภักษ์
ในช่วง 2 สัปดาห์สุดท้ายของปี ปกติจะเห็นการทำ Window Dressing เข้ามาพยุงตลาดหุ้นไทยให้บวกได้ 2-3% ในช่วงเวลาดังกล่าว มีเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าทุกปี 2.6 พันล้านบาท ถึง 2.36 หมื่นล้านบาท ส่วนสถาบันในประเทศ ปีที่แล้วมีเม็ดเงินไหลเข้าตลาดหุ้น 6.8 พันล้านบาท ส่วนหนึ่งมาจากกองทุนประหยัดภาษี Thai ESG แบบเก่า (ถือครองนาน 8 ปี) คอยเข้ามาหนุน
สำหรับปี 2567 นี้ คาดมีโอกาสเห็นการทำ Window Dressing เช่นกัน จากต่างชาติ โดยกระแสเงินลงทุนมีโอกาสไหลเข้าตลาดหุ้นไทยเพิ่มเติม หากธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ลดดอกเบี้ย และ กนง. คงดอกเบี้ย ในวันที่ 18 ธ.ค.นี้
ส่วนนักลงทุนสถาบันในประเทศ มีแรงหนุนจากแรงกดดันปรับพอร์ตเพิ่มทุนการบินไทยจากกองทุนวายุภักษ์ ประเภท ข. จบลง และคาดมีเม็ดเงินจากกองทุน วายุภักษ์ ประเภท ก. และกองทุนประหยัดภาษี Thai ESG แบบใหม่ (ถือครองสั้นเพียง 5 ปี) คอยเข้ามาหนุน