
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวบนเวทีเสวนา “Small AI: More and Better jobs” ในงานการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (IMF-World Bank 2026) ว่า การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของไทย เป็นการใช้เพื่อเปลี่ยนแปลงการทำงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และทดแทนส่วนที่ขาดแคลนบุคลากร ภายใต้ยุทธศาสตร์ “AI in All -All in AI -AI for All”
โดยในส่วน AI in All ไทยใช้ AI เชื่อมโยงการทำงานเกือบทุกภาคส่วน และการเพิ่มประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยเหลือร้านค้ารายย่อยกว่า 1 ล้านราย ที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส ผ่าน AI-นกกระซิบ บนแอปพลิเคชันเป๋าตัง เพื่อช่วยให้ร้านค้าวิเคราะห์ต้นทุน, ราคาขาย, ยอดขาย และคำนวณกำไรต้นทุน เพื่อทำให้ร้านค้ามียอดขายดีขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยให้ร้านค้ามีเครดิต เข้าถึงแหล่งเงินทุน ต่อยอดขยายกิจการ ถือเป็นการช่วยเหลือตรงกลุ่มเป้าหมาย
ส่วน All in AI การสร้างขีดความสามารถและงานใหม่ ไทยดึงดูดการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์, บริการคลาวด์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง พร้อมร่วมมือกับสถาบันการศึกษา ฝึกอบรมแรงงานให้ตรงกับความต้องการของนักลงทุน และลดต้นทุนการใช้ AI เพื่อให้สตาร์ทอัพและมหาวิทยาลัยพัฒนาเครื่องมือ AI ได้ ขณะที่ AI for All ต้องมั่นใจว่า ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ภาครัฐจึงเชื่อมโยงข้อมูลเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและงบประมาณ เพื่อช่วยเหลือเรื่องรายได้และการฝึกทักษะใหม่ได้ตรงจุด พร้อมทั้งร่วมมือระดับนานาชาติในการป้องกันความเสี่ยงใหม่ๆ เช่น การฉ้อโกงออนไลน์และปลอมแปลงเพื่อหลอกลวง (Deepfakes) เพื่อให้ AI ถูกกำกับดูแลอย่างมีความรับผิดชอบ
“ไทยพร้อมจับมือกับธนาคารโลกและองค์กรระหว่างประเทศในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อให้การพัฒนา AI เป็นไปอย่างปลอดภัย รับผิดชอบ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนอย่างยั่งยืน”
นายเอเจย์ บังกา ประธานธนาคารโลก กล่าวในหัวข้อเดียวกันว่า ความพยายามผลักดันการใช้ AI ในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะ AI ขนาดเล็ก ไม่ควรมุ่งเน้นเพียงการสร้างการจ้างงานเท่านั้น แต่ต้องให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับคุณภาพการทำงาน เพื่อสร้างงานที่ดีขึ้น โดยมี 5 อุตสาหกรรมสำคัญที่สามารถนำ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพ อาทิ ภาคไฟฟ้า สนามบิน การก่อสร้าง การศึกษา และเกษตรกรรม ควบคู่กับการส่งเสริมให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงเทคโนโลยี AI ได้อย่างทั่วถึง
ด้านนางคริสตาลินา การ์เกียวา ผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) กล่าวว่า AI เป็นเครื่องมือที่เข้ามาแย่งงาน เพราะกำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ทำให้คนตกงาน และรูปแบบงานเปลี่ยนแปลงไป อีกทั้ง เมื่อคนตกงาน จะกระทบต่อการจัดเก็บภาษีของรัฐ เพื่อนำมาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม จึงเกิดคำถามว่า รัฐบาลแต่ละประเทศ จะสร้างโอกาสให้ประชาชนได้รับประโยชน์จาก AI อย่างไร และเตรียมความพร้อมให้แรงงานรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร ดังนั้น ผู้กำหนดนโยบายต้องเร่งพิจารณาผลกระทบ
“อีกประเด็นสำคัญ คือ คนหนุ่มสาวที่กำลังจะเข้าสู่ตลาดแรงงาน ต้องศึกษาว่า AI จะเปลี่ยนแปลงลักษณะงานและความต้องการแรงงานอย่างไร รวมถึงทบทวนความเชื่อเดิมเกี่ยวกับการศึกษาและการทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป รัฐบาลแต่ละประเทศต้องเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบ ขอฝากข้อคิดว่า “ให้ AI ทำงานที่เราไม่อยากทำ” หรือใช้สนับสนุนการทำงานของคนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน”
ด้านนายธาร์มัน ชานมูการัตนัม ประธานาธิบดีสิงคโปร์ กล่าวว่า การพัฒนา AI ต้องควบคู่ระบบการศึกษา และต้องสอดรับกับตลาดแรงงาน เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ดังนั้น ระดับนโยบายของแต่ละประเทศ ต้องปรับระบบการศึกษาใหม่ ต้องมีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน เรียนในมุมกว้างมากยิ่งขึ้น แต่ปัจจุบันระบบการศึกษายังไม่บรรจบกับการพัฒนาและการใช้ AI ทำให้เกิดช่องว่างและขาดแคลนแรงงานรองรับตลาดแรงงาน