
สัญญาณไม่ดีตลาดแรงงาน! คนไทยว่างงานพุ่ง 4 แสนคน ค่าจ้างหดเหลือ 15,937 บาท จับตากติกาใหม่ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง บังคับใช้ 107,000 แห่ง
แม้ตัวเลขผู้มีงานทำในภาพรวมช่วงไตรมาส 2/2569 จะดูเหมือนฟื้นตัวขึ้นมาอยู่ที่ 41.5 ล้านคน (เพิ่มขึ้น 5.1%) จากทั้งภาคเกษตรกรรมและภาคบริการที่ได้อานิสงส์จากวันหยุดยาวและการท่องเที่ยว แต่เมื่อเจาะลึกโครงสร้างตลาดแรงงานไทยล่าสุด รายงานภาวะสังคมไทยจากสภาพัฒน์ (สศช.) กลับสะท้อนสัญญาณเตือนภัยหลายด้านที่กำลังกดดันรายได้และคุณภาพชีวิตของคนทำงานอย่างน่ากังวล
โดยพบว่า ตัวเลขคนว่างงานในไตรมาสนี้พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 4 แสนคน (เพิ่มขึ้น 9.7%) คิดเป็นอัตราการว่างงาน 0.95% กลุ่มที่น่าจับตาคือคนที่ "เคยทำงานมาก่อน" แล้วต้องออกจากงาน ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 7.1 หมื่นคน โดยเกือบครึ่งหนึ่งเป็นการ "ลาออกเอง" ในสาขาค้าส่งค้าปลีกและภาคการผลิต ขณะที่แรงงานระดับอุดมศึกษายังครองแชมป์อัตราว่างงานสูงสุดที่ 1.70%
ความอ่อนแอของภาคธุรกิจยังสะท้อนผ่านตัวเลขผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานในระบบประกันสังคมที่เพิ่มขึ้นเป็น 2.9 แสนคน สอดคล้องกับข้อมูลการแจ้งเลิกกิจการช่วงครึ่งปีแรก 2569 ที่สูงถึง 7,024 ราย (เพิ่มขึ้น 12.5%) นอกจากนี้ ยังมีกลุ่ม "ผู้เสมือนว่างงาน" หรือทำงานน้อยกว่าที่ควรอีก 2.2 ล้านคน (เพิ่มขึ้น 8.0%) และกลุ่มว่างงานระยะยาวเกิน 1 ปีที่ขยับขึ้นเป็น 8.1 หมื่นคน
ด้านรายได้ แรงงานไทยกำลังเจอศึกสองด้าน โดยค่าจ้างเฉลี่ยปรับลดลงมาอยู่ที่ 15,937 บาท/คน/เดือน (ลดลง 0.25%) ซึ่งกลุ่มอาชีพอิสระได้รับผลกระทบหนักสุด รายได้ลดลงเหลือ 16,059 บาท/คน/เดือน (-1.96%) ขณะที่ลูกจ้างในระบบขยับขึ้นเล็กน้อยอยู่ที่ 15,853 บาท/คน/เดือน (+0.90%)
อย่างไรก็ตาม เมื่อนำอัตราเงินเฟ้อไตรมาส 2 ที่ระดับ 2.70% มาคำนวณ พบว่า "ค่าจ้างที่แท้จริง" ในภาพรวมติดลบถึง 2.88% ส่งผลให้กำลังซื้อของประชาชนหดตัวลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยจะลดลงเล็กน้อย แต่น่าสังเกตว่ากลุ่มคนที่ต้องทำงานหนักเกิน 50 ชั่วโมง/สัปดาห์กลับเพิ่มขึ้นเป็น 6.5 ล้านคน (+3.3%) เพื่อหารายได้มาจุนเจือค่าครองชีพ
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ทั้งนายจ้างและลูกจ้างต้องเตรียมรับมือ คือการบังคับใช้กฎหมายกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน (มาตรา 126) ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อเป็นหลักประกันเงินก้อนเมื่อออกจากงาน
ประเด็นสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ ได้แก่
กลุ่มเป้าหมาย
สถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และยังไม่มีสวัสดิการลักษณะเดียวกัน (เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ) คาดว่าจะครอบคลุมสถานประกอบการกว่า 107,000 แห่ง (80.7% ของกลุ่มเป้าหมาย) และลูกจ้างราว 5.7 ล้านคน
อัตราเงินสมทบ
บทลงโทษ
ผลการศึกษาพบว่าแรงงานจำนวนมากยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ของกองทุนฯ นี้ ภาครัฐจึงจำเป็นต้องเร่งประชาสัมพันธ์และเตรียมความพร้อมระบบการนำส่งเงินสมทบ ก่อนกฎหมายเริ่มบังคับใช้จริงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
ที่มา : สภาพัฒน์
อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney