แบงก์ชาติประเมินเศรษฐกิจภาคเหนือฟื้นตัวปี 2566 โต 2-3% จับตาผลกระทบเอลนีโญปีหน้า

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

แบงก์ชาติประเมินเศรษฐกิจภาคเหนือฟื้นตัวปี 2566 โต 2-3% จับตาผลกระทบเอลนีโญปีหน้า

Date Time: 13 ส.ค. 2566 11:29 น.

Video

“ตะวันออกกลาง” ความหวังใหม่ดันรายได้ท่องเที่ยว เปิดอินไซด์จากทริป Etihad สายการบินเชื่อมโลก | BrandStory EP.28

Summary

สัมมนาวิชาการประจำปี ธปท.สำนักงานภาคเหนือ ผู้ว่าแบงก์ชาติเผย เศรษฐกิจภาคเหนือทยอยฟื้นตัว แต่ช้ากว่าภาพรวมประเทศ คาดปี 2566 หนี้ครัวเรือน 43% เป็นดอกเบี้ยคงที่ แต่ไม่ได้ชะล่าใจแก้ปัญหา ย้ำคนในพื้นที่ต้องมีบทบาทนำพัฒนาเศรษฐกิจ ธปท.ทำหน้าที่สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานและสร้างระบบนิเวศ สำนักงานภาคเหนือคาด ปี 2566 จีดีพีภาคเหนือโต 2-3% ปีถัดไปชะลอตัว จับตาผลกระทบเอลนีโญ 

Latest


ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนาทางวิชาการ ประจำปี 2566 ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ (ธปท. สภน.) เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ที่ผ่านมา เรื่อง “ก้าวต่อไปของเศรษฐกิจการเงินไทย” โดยกล่าวว่า จากการประเมินไว้เมื่อเดือนมิถุนายน 2566 คาดว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2566 อยู่ที่ 3.6% และปี 2567 อยู่ที่ 3.8% ตามแรงส่งจากการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวดี และภาคท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง

ขณะที่การส่งออกได้รับผลกระทบจากอุปสงค์ต่างประเทศที่ชะลอลง ส่วนหนึ่งตามเศรษฐกิจจีน และวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์โลกที่ฟื้นตัวช้า รวมทั้งรายรับภาคการท่องเที่ยวปรับลดลงจากค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวที่ลดลง แม้จำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามามากกว่าที่คาดไว้ แต่โดยรวมไม่ได้กระทบแรงส่งของเศรษฐกิจในระยะต่อไปที่จะอยู่ในทิศทางฟื้นตัวต่อเนื่อง แม้การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนอาจส่งผลต่อจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่มาไทยบ้าง แต่การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวสัญชาติอื่นช่วยชดเชยในส่วนนี้ได้

ส่วนการส่งออกที่หดตัวในระยะสั้น คาดว่าจะทยอยปรับดีขึ้นตามแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก สำหรับเศรษฐกิจภาคเหนือทยอยฟื้นตัวเช่นกัน แต่ช้ากว่าเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ เนื่องจากเศรษฐกิจภาคเหนือถูกขับเคลื่อนด้วยภาคเกษตรค่อนข้างมาก และมีสัดส่วนแรงงานในภาคเกษตรสูง อีกทั้งยังเป็นแรงงานสูงอายุ ภาคการผลิตยังมีบทบาทน้อยเมื่อเทียบกับภาพรวมของประเทศ รวมทั้งในครึ่งหลังของปีนี้ ต่อเนื่องไปปีหน้า จะมีความท้าทายจากผลกระทบของภาวะภัยแล้ง

สำหรับนโยบายการเงิน ล่าสุดที่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ประเมินว่าเป็นจุดที่ถือว่าเข้าใกล้จุดสมดุล (neutral) มากขึ้นแล้ว เพราะภาพรวมเศรษฐกิจไทยขณะนี้กำลังฟื้นเข้าสู่ระดับศักยภาพ

หนี้ครัวเรือนภาคเหนือ 43% เป็นดอกเบี้ยอัตราคงที่

ส่วนเรื่องของปัญหาหนี้ครัวเรือน กนง. เป็นห่วงมาโดยตลอด จึงดำเนินนโยบายแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยมุ่งเน้นดูแลเศรษฐกิจโดยรวมให้อยู่ในแนวโน้มที่สอดคล้องกับเป้าหมายเงินเฟ้อ และเป้าหมายเศรษฐกิจในระยะปานกลาง แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นจะกระทบต่อหนี้ครัวเรือน แต่ไม่ใช่ทั้งหมด หนี้ครัวเรือนในภาคเหนือ 43% เป็นอัตราดอกเบี้ยแบบ fixed rate เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต สินเชื่อเช่าซื้อ ธปท. ไม่ได้ชะล่าใจ และให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างต่อเนื่อง ได้ออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ให้ตรงจุดและยั่งยืนขึ้น โดยจะเป็นการยกระดับมาตรฐานธุรกิจการให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้ตั้งแต่ก่อนเป็นหนี้ กำลังจะเป็นหนี้ ระหว่างเป็นหนี้ เมื่อหนี้มีปัญหา และเมื่อมีการขาย/ฟ้องหนี้

โดยมาตรการที่จะบังคับใช้ก่อน (1 มกราคม 2567) คือ หลักเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) เพื่อปรับพฤติกรรมเจ้าหนี้และลูกหนี้ ผ่านการยกระดับมาตรฐานกระบวนการให้สินเชื่อตลอดวงจรหนี้ นอกจากนี้ จะมีการกำหนดแนวทางให้เจ้าหนี้ช่วยเหลือลูกหนี้เรื้อรัง (persistent debt) ซึ่งจะบังคับใช้ 1 เมษายน 2567) ซึ่งก็คือกลุ่มที่ยังจ่ายหนี้ได้ตามปกติ แต่ปิดจบหนี้ไม่ได้ เพื่อให้ลูกหนี้กลุ่มนี้สามารถปิดจบหนี้ได้เร็วขึ้น และมีเงินเหลือพอดำรงชีพ

ในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจของภาคเหนือในระยะยาว คนในพื้นที่ควรเป็นผู้มีบทบาทหลักในการกำหนดทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของภาคเหนือ เพราะเข้าใจศักยภาพและบริบทของภูมิภาคดีที่สุด ในขณะที่ภาครัฐและ ธปท. ควรมีบทบาทเป็นผู้สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศที่ส่งเสริมศักยภาพ เช่น การพัฒนาระบบการชำระเงินที่เอื้อต่อการเติบโตของระบบเศรษฐกิจ

จับตาเอลนีโญกระทบรายได้ปี 2567 เน้นสร้างภูมิคุ้มกันการเงิน แก้หนี้ยั่งยืน

ด้าน พรวิภา ตั้งเจริญมั่นคง ผู้อำนวยการอาวุโส ธปท. สภน. กล่าวในช่วงที่ 2 ของงานสัมมนาฯ ช่วง NRO Talk ในหัวข้อ “มองเศรษฐกิจภาคเหนือปัจจุบัน เตรียมพร้อมสู่อนาคต” โดยนำเสนองานประมาณการเศรษฐกิจภาคเหนือ ว่าจากที่การเติบโตของเศรษฐกิจภาคเหนือบางช่วงแตกต่างไปจากประเทศ ทำให้การพิจารณาเฉพาะทิศทางเศรษฐกิจประเทศอาจไม่สะท้อนทิศทางเศรษฐกิจภูมิภาค รวมทั้งข้อมูลผลิตภัณฑ์มวลรวมภาค (Gross Regional Product: GRP) ล่าช้า และยังไม่มีการเผยแพร่ประมาณการไปข้างหน้า ธปท.สภน. จึงได้ศึกษาและจัดทำประมาณการเศรษฐกิจภูมิภาคที่ให้มุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจเชิงพื้นที่ เพื่อให้ธุรกิจและประชาชนได้ใช้ประโยชน์

โดยผลประมาณการเศรษฐกิจภาคเหนือ ปี 2566 คาดว่าขยายตัวในช่วง 2-3% และปี 2567 ชะลอลงอยู่ในช่วง 0.7-1.7% โดยมีแรงขับเคลื่อนจากการฟื้นตัวจากภาคการท่องเที่ยว อุตสาหกรรม การค้า ก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ อย่างไรก็ตาม ภาคการเกษตรคาดว่าขยายตัวในปี 2566 แต่หดตัวในปี 2567 จากภาวะฝนแล้ง

ด้านรายได้ของครัวเรือนในภาคเหนือ ปี 2566-2567 ปรับดีขึ้นต่อเนื่องเฉลี่ย 1.9% ต่อปี แต่รายได้สุทธิครัวเรือนแต่ละกลุ่มดีขึ้นแตกต่างกัน ครัวเรือนเกษตรกว่า 2 ล้านครัวเรือน ซึ่งมากกว่าครึ่งของครัวเรือนภาคเหนือ มีแนวโน้มรายได้สุทธิลดลงในปี 2567 จากผลกระทบของภาวะเอลนีโญ ทำให้กำลังซื้อยังไม่ดีขึ้นอย่างทั่วถึง แม้ภาพรวมเศรษฐกิจภาคเหนือจะมีทิศทางปรับดีขึ้น

ทั้งนี้ ธปท.สภน. จะให้ความสำคัญยิ่งขึ้นกับการมีส่วนร่วมกับพันธมิตรในการพัฒนาเศรษฐกิจการเงินภาคเหนือในระยะยาว ทั้งการสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน การสนับสนุนการแก้หนี้อย่างยั่งยืน และการร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ในการพัฒนาความเป็นอยู่ในพื้นที่

ในช่วงสุดท้าย เปิดแนวคิดการยกระดับธุรกิจท้องถิ่นผ่านมุมมองของนักธุรกิจรุ่นใหม่กับการเสวนา หัวข้อ “สร้างความยั่งยืนแบบคนรุ่นใหม่ สู่การยกระดับเศรษฐกิจในพื้นที่” โดยผู้แทนคนรุ่นใหม่ 3 ท่าน ได้แก่ ธนะพงศ์ พุฒิพิริยะ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน) วีรดา ศิริพงษ์ ผู้ก่อตั้ง คาร์เพนเทอร์ สตูดิโอ และ พชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จํากัด (มหาชน) โดยมี ดร.กฤษฎ์เลิศ สัมพันธารักษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ สถาบันวิจัยป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นผู้ดำเนินรายการ จากการแลกเปลี่ยนมุมมองช่วยจุดประกายคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ให้เห็นโอกาสในการทำธุรกิจในภูมิภาค ควบคู่กับการสร้างความกินดีอยู่ดี (well-being) ให้กับภูมิภาค เพื่อนำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม พบว่า ภาคเหนือเผชิญความท้าทายตามกระแสการเปลี่ยนแปลงโลกาภิวัตน์ (Globalization) สิ่งที่ท้าทายคือ การแข่งขันทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้น สำหรับธุรกิจค้าปลีกเผชิญความท้าทายที่จะกระทบจากธุรกิจ e-commerce ผู้ประกอบการจึงต้องสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า และจับมือกับคู่แข่ง เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้ามากขึ้น อย่างไรก็ดี สิ่งที่จะทำให้ผู้ประกอบการก้าวข้ามข้อจำกัดของ SME คือ การปรับมุมมองทางธุรกิจ (mindset) พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง กล้าที่จะทดลอง การสร้างทีมงานที่มีคุณภาพ รวมถึงการสร้างระบบจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลที่ดีที่พร้อมตั้งรับการเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ การเติบโตทางธุรกิจต้องทำให้ท้องถิ่นเติบโตไปพร้อมกัน ผ่านการสร้างงาน สร้างรายได้ และคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม รวมถึงสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่กลับมาสร้างความเจริญที่บ้านเกิด

ติดตามข่าวสารอัปเดต เศรษฐกิจ เศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจในประเทศ บทวิเคราะห์เศรษฐกิจ ล่าสุด ได้ที่นี่

ข่าวเศรษฐกิจ : https://www.thairath.co.th/money/economics 

เศรษฐกิจในประเทศ : https://www.thairath.co.th/money/economics/thailand_econ


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ