ดิ ออดินารี่ “The Ordinary” แบรนด์สกินแคร์ชื่อดังที่ได้รับความนิยมในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ได้สร้างเสียงฮือฮาบนโลกโซเชียลมีเดียและกลายเป็นที่จับตามองอีกครั้ง หลังจากมีลูกค้ารายหนึ่งโพสต์ใบเสร็จรับเงินที่แสดงให้เห็นว่าเธอซื้อไข่หนึ่งโหลได้ในราคาเพียง 3.37 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถูกกว่าร้านขายของชำทั่วไปในสหรัฐฯ เป็นเท่าตัว
We heard NYC needed eggs.
This weekend, you can get 12 ordinarily priced eggs at our stores for $3.37.
No frills, just eggs. While supplies last !!
บัญชีอินสตาแกรมของแบรนด์โพสต์คอนเทนต์ที่เห็นไข่ไก่แพ็คหนึ่งโหลเรียงรายอยู่ในตู้เย็น ซึ่งเป็นแคมเปญล่าสุดที่ The Ordinary ร่วมกับ MSCHF เปิดตัว “The Ordinary Egg” จำหน่ายไข่ราคาพิเศษเพียงโหลละ 3.37 ดอลลาร์หรือประมาณ 114 บาท ที่ร้านค้าสองแห่งในนิวยอร์ก โดยในโพสต์ The Ordinary ระบุว่า “เราได้ยินมาว่านิวยอร์กต้องการไข่ ภายในสุดสัปดาห์นี้ คุณสามารถซื้อไข่ 12 ฟองในราคาปกติที่ร้านค้าของเราเพียง 3.37 ดอลลาร์ ไม่มีลูกเล่นใด ๆ แค่ไข่ธรรมดา ขายจนกว่าสินค้าจะหมด”
สิ่งที่เกิดขึ้นเรียกปฏิกิริยาจากชาวเน็ตทั้งความตกตะลึง เต็มไปด้วยข้อสงสัย หลายคนสงสัยว่าแบรนด์สกินแคร์สายบิวตี้ขายไข่ทำไมและที่สำคัญราคายังถูกกว่าร้านขายของชำทั่วไปอีกด้วย หาไข่มาจากไหน ขาดทุนหรือเปล่าในวิกฤตไข่แพงแบบนี้ ขณะที่บางคนชื่นชมถึงกลยุทธ์การตลาดที่เสียดสีสังคมได้อย่างเรียบง่ายแต่เฉียบคม “นี่เป็นการตลาดที่ยอดเยี่ยม” และ “กลยุทธ์นี้ฉลาดมาก!! เข้ากับแบรนด์สุด ๆ”
เบื้องหลังแนวคิดที่ทำให้แคมเปญนี้เป็นไวรัลมาจากปัญหา “วิกฤตไข่แพง” ในสหรัฐฯ โดยในช่วงต้นปี 2025 ชาวอเมริกันต้องเผชิญกับปัญหาราคาไข่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ สาเหตุหลักมาจากการระบาดของไข้หวัดนก (avian influenza) ที่แพร่ระบาดในฟาร์มเลี้ยงไก่ทั่วสหรัฐฯ ส่งผลให้เกษตรกรต้องกำจัดไก่จำนวนมากเพื่อลดการแพร่เชื้อ ซึ่งทำให้ปริมาณไข่ที่วางจำหน่ายในตลาดลดลง
ในขณะเดียวกันภาวะเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูงและต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น ก็เป็นอีกปัจจัยที่ผลักดันให้ราคาไข่พุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว สถานการณ์นี้ทำให้ซูเปอร์มาร์เก็ตในหลายเมืองต้องจำกัดจำนวนไข่ที่ลูกค้าสามารถซื้อได้ในแต่ละครั้ง และผู้บริโภคจำนวนมากต่างมองหาทางเลือกที่ถูกกว่าเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย
โดยข้อมูลจาก NBC News และ The New York Times ระบุว่า ราคาไข่โดยเฉลี่ยในเดือนมีนาคม 2025 อยู่ที่ประมาณ 8 ดอลลาร์ต่อโหลหรือประมาณ 270 บาท ขณะที่ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ราคาไข่ในบางพื้นที่สูงถึง 18 ดอลลาร์ต่อโหลหรือประมาณ 610 บาท ซึ่งเป็นระดับราคาที่ทำให้หลายครัวเรือนต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์จากกระทรวงเกษตรของสหรัฐฯ คาดการณ์ว่าราคาไข่อาจพุ่งสูงขึ้นมากกว่า 40% ในปีนี้อีกด้วย
ดังนั้น เมื่อภาวะเศรษฐกิจส่งผลต่อวัตถุดิบเข้าอย่างจัง ทำให้ “ไข่” สินค้าติดตู้เย็นของคนทั่วไปกลายเป็นของหายาก ย่อมนำมาซึ่งการตั้งคำถามถึงราคาที่เป็นธรรมและต้นทุนในการบริโภคอาหารในฐานะปัจจัยสำคัญในการดำรงชีพ ไอเดียชั้นดีที่ MSCHF และ The Ordinary หยิบมาต่อยอด
MSCHF คือ กลุ่มศิลปินในบรู๊คลินที่มีชื่อเสียงเรื่องการเสียดสีและท้าทายหลักคิดโดยเฉพาะเรื่องการบริโภคและกระแสสังคม ที่ผ่านมาแคมเปญการตลาดและผลงานศิลปะสมัยใหม่ของพวกเขามักกลายเป็นกระแสไวรัลอย่าง Big Red Boots รองเท้าบู๊ตสีแดงยักษ์ หรือ Blurred Money แบงค์ 20 ดอลลาร์ที่ถูกพิมพ์ลายให้เบลอๆ และวางจำหน่ายในราคา 20 ดอลลาร์ เพื่อกระตุ้นให้ผู้คนตั้งคำถามเกี่ยวกับคุณค่าของเงิน
ขณะที่ The Ordinary เป็นที่รู้จักในฐานะแบรนด์ที่ท้าทายแนวคิดดั้งเดิมของอุตสาหกรรมความงาม ด้วยการจำหน่ายผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีคุณภาพสูงและผ่านการตรวจสอบระดับแพทย์ผิวหนังในราคาที่ย่อมเยา โดยแบรนด์มุ่งเน้นไปที่การใช้ส่วนผสมที่มีประสิทธิภาพ โดยไม่มีบรรจุภัณฑ์หรูหราซับซ้อน แต่เน้นการทำแบรนด์ดิ้งที่สุดจะเรียบง่ายและการสื่อสารถึงคุณสมบัติอย่างตรงไปตรงมา
กลยุทธ์ดังกล่าวทำให้แบรนด์สร้างฐานลูกค้าที่ภักดีและได้รับความนิยมทั่วโลก เช่นเดียวกับการขายไข่ในครั้งนี้ที่แบรนด์ได้ใช้แนวคิด “โปร่งใส ซื่อตรง และเข้าถึงได้” พร้อมกับจุดยืนเรื่องการเป็นสกินแคร์คุณภาพดีที่ราคาจับต้องได้ง่าย มาสร้างการรับรู้และกระแสให้กับตนเอง
การขายไข่ในช่วงเวลาที่สินค้าในตลาดขาดแคลน ด้วยราคาที่สมเหตุสมผล ไม่เพียงแต่สร้างความตื่นเต้นให้กับลูกค้า แต่ยังช่วยให้แบรนด์แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการเชื่อมโยงกับผู้บริโภค ผ่านการเปิดประเด็นชวนสังคมมีบทสนทนาในเรื่องที่เกี่ยวกับชีวิตและกระตุ้นให้ผู้บริโภคสะท้อนปัญหาเรื่องค่าครองชีพ ราคาสินค้าที่เป็นธรรม และผลกระทบในโลกธุรกิจที่มากกว่าวงการผลิตภัณฑ์ความงาม แสดงให้เห็นว่า The Ordinary ไม่ได้เป็นเพียงแบรนด์สกินแคร์ทั่วไปแต่เป็นแบรนด์ที่มีความเข้าใจโลก เข้าใจสังคม เข้าใจปัญหาที่แท้จริง
การขายไข่ในครั้งนี้อาจเป็นเพียงแคมเปญการตลาดระยะสั้น แต่สิ่งที่ The Ordinary ได้รับนั้น คือ การตอกย้ำภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่เข้าถึงง่าย โปร่งใส ราคายุติธรรม และเป็นที่ต้องการของตลาด
โพสต์เกี่ยวกับไข่ของแบรนด์ยังได้รับการแชร์และพูดถึงอย่างกว้างขวางบนโซเชียลมีเดีย เพราะสร้างความแปลกใหม่ ดึงดูดความสนใจ และกระตุ้นให้คนพูดถึงแบรนด์ โดยมีทั้งความประหลาดใจและความชื่นชมในไอเดียนี้ ซึ่งช่วยเพิ่มการรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) และสร้างภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นให้กับ The Ordinary
อ้างอิงข้อมูลจาก The Cut , Mint , Vouge Business
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้