
“เพราะความสวย ….รอไม่ได้” เมื่อความงามช่วยเสริมความมั่นใจ อีกทั้ง ยังช่วยต่อยอดเสน่ห์ และโอกาสอื่นๆ ในชีวิตตามมา
นั่นทำให้ ธุรกิจ บริการเวชศาสตร์ความงามในประเทศไทย มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จากจำนวนการใช้บริการหัตถการ อันได้แก่ ฉีดสิว ผลักวิตามินสู่ผิว ฉีดโบท็อกซ์/ฟิลเลอร์ ร้อยไหม และเลเซอร์ต่างๆ รวมถึง การทำศัลยกรรมที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ได้ผลักดันให้ ประเทศไทย กลายเป็นศูนย์กลางอันดับต้นของเอเชีย รองจาก เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และ จีน เท่านั้น โดยมูลค่าตลาดความงามเมืองไทย ถูกคาดหมายว่าจะเติบโตราว 10% ในช่วงปี 2022-2030 จากปัจจุบัน ที่มีมูลค่าสูงอยู่ที่ราว 5 หมื่นล้านบาท
ข้อมูลจาก SCB EIC (ธนาคารไทยพาณิชย์) ล่าสุด ชี้ให้เห็นถึงโอกาสดังกล่าวว่า การเติบโตจะมาจาก 4 ปัจจัยหลักๆ ได้แก่
นอกจากนี้ ยังพบว่าโอกาสของธุรกิจที่น่าสนใจ ยังมาจากคนไทยส่วนใหญ่หันมาใส่ใจด้านความสวยความงามมากขึ้นโดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y และมีโอกาสใช้จ่ายสูงขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงและ LGBTQIA+
โดย 44% ของผู้บริโภคเคยใช้บริการหัตถการเสริมความงาม ส่วนใหญ่ใช้บริการเพื่อการรักษาและบำรุงผิว และอีก 24% เป็นผู้ที่สนใจใช้บริการโดยเฉพาะกลุ่มผู้ชายและ Gen Z ซึ่งจะทำให้ฐานผู้ใช้บริการขยาย เพิ่มขึ้นได้ในระยะข้างหน้า
“ 69% ใช้จ่ายไม่เกิน 5,000 บาทต่อครั้ง โดยโรงพยาบาลรัฐ เป็นสถานบริการที่ผู้บริโภคสามารถใช้บริการในงบประมาณที่เข้าถึงได้ง่าย“
โดยพบว่า มีผู้บริโภคราว 20% เคยทำศัลยกรรมเสริมความงาม โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z และ LGBTQIA+ ที่มีแนวโน้มสนใจทำศัลยกรรมเพิ่มมากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่จะทำศัลยกรรมมากกว่า 1 ประเภท และใช้บริการหัตถการควบคู่ไปด้วย
"การศัลยกรรมจมูกและดวงตาเป็นที่นิยมสูงสุดทั้งจากผู้ที่ผ่านการทำศัลยกรรมเสริมความงามมาแล้ว และผู้ที่สนใจทำศัลยกรรมในระยะข้างหน้า"
ทั้งนี้ พบว่าผู้บริโภคจะเลือกใช้บริการศัลยกรรมเสริมความงามจากโรงพยาบาลเอกชนเฉพาะทางและคลินิกศัลยกรรมตกแต่งความงามเป็นหลัก เนื่องจากมาตรฐานความปลอดภัยเป็นปัจจัยที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญมากที่สุด ขณะที่การทำศัลยกรรมในต่างประเทศก็ได้รับความนิยมค่อนข้างสูง
ขณะเดียวกัน ในการทำศัลยกรรมเสริมความงามของกลุ่ม Gen Z และ Gen Y ยังได้รับอิทธิพลมาจากการรีวิว/โฆษณา อีกด้วย
ที่มา : SCB EIC
ติดตามข่าวสารด้านการตลาด กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney