สยามพิวรรธน์ คาดต่างชาติเที่ยวไทย ทะลุ 30 ล้านคน อัดงบพันล้าน ปั้นแผนการตลาดช่วงสิ้นปี

Business & Marketing

Marketing & Trends

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

สยามพิวรรธน์ คาดต่างชาติเที่ยวไทย ทะลุ 30 ล้านคน อัดงบพันล้าน ปั้นแผนการตลาดช่วงสิ้นปี

Date Time: 13 ก.ย. 2566 15:35 น.

Video

อธิบายทีเดียวว่า ทำไมฟองสบู่ AI จะไม่แตกซ้ำรอยดอทคอม? | Digital Frontiers EP.51

Summary

สยามพิวรรธน์ เดินเกมรุก ทุ่ม 1,000 ล้านบาท ส่งเสริมการตลาด ขานรับนโยบายรัฐบาล อัดฉีดดึงดูดนักท่องเที่ยว ทะลุเกินเป้า 30 ล้านคน ใน Q4 พร้อมคาดการณ์รายได้ไตรมาสโค้งสุดท้ายจะเพิ่มจากไตรมาสที่ 3 ประมาณ 20% ด้านมิวเซียมมาตรฐานโลกแห่งแรกของประเทศไทย เตรียมงบลงทุนไว้ที่ 400 ล้านบาท โดยมีแผนที่จะเปิดในต้นปี 2026

Latest


ชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท สยามพิวรรธน์ กล่าวว่า สยามพิวรรธน์ ในฐานะผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจค้าปลีกชั้นนำ เจ้าของและผู้บริหารโครงการที่มีชื่อเสียงระดับโลก อาทิ สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ หนึ่งในพันธมิตรเจ้าของไอคอนสยาม และสยาม พรีเมี่ยม เอาท์เล็ต กรุงเทพ ซึ่งนับเป็นผู้นำในการพัฒนาจุดหมายปลายทางระดับโลก (Global Destinations) ที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดให้ประเทศไทยเป็นหมุดหมายที่ครองความเป็นที่หนึ่งในใจผู้คนทั่วโลกมาอย่างยาวนาน ประสบความสำเร็จ และได้รับการยอมรับในวงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับโลกด้ วยรางวัลชนะเลิศหลากหลายเวที อีกทั้งยังเป็นผู้ครองฐานลูกค้ากำลังซื้อสูงมากที่สุดในประเทศไทยตลอดมา 

8 เดือนแรกโกยนักท่องเที่ยวเข้าศูนย์การค้าแล้วกว่า 14 ล้านคน

ซึ่งในช่วง 8 เดือนแรก ของปี 2566 มีจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาศูนย์การค้าของสยามพิวรรธน์ มีถึง 14 ล้านคน เพิ่มขึ้น 46% จากปี 2565 โดยมียอดการใช้จ่ายโดยเฉลี่ยที่ 8,500 บาท/คน/วัน จากเดิมที่มียอดการใช้จ่ายเฉลี่ยเพียง 5,500 บาท/คน/วัน และเมื่อรัฐบาลมีนโยบายที่จะอำนวยความสะดวกและดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาสู่ประเทศไทยอย่างเต็มที่แล้ว เชื่อมั่นว่าภายในสิ้นปีนี้ประเทศไทยจะมียอดนักท่องเที่ยวถึง 30 ล้านคน ดังนั้นหากแบ่งเป็นสัดส่วนนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาเที่ยวศูนย์การค้าของสยามพิวรรธน์ จะอยู่ที่ 20-22 ล้านคน 

รวมทั้ง สยามพิวรรธน์ ยังได้ทุ่มทุนจัดกิจกรรมในไตรมาสสุดท้ายทุกศูนย์การค้าด้วยงบประมาณ 1,000 ล้านบาท เพื่อเป็นแม่เหล็กให้ผู้คนทั่วโลกอยากมาเยี่ยมชม และเตรียมจัดงบประมาณเพิ่มอีกเท่าตัวในปี 2567 ทั้งนี้จากการทุ่มงบ 1,000 ล้านบาท ก็ได้มีการคาดการณ์รายได้จากศูนย์การค้าในไตรมาสโค้งสุดท้ายว่าจะเพิ่มจากไตรมาสที่ 3 ประมาณ 20%  

กลยุทธ์สยามพิวรรธน์ครองความเป็นที่ 1 ของ Global Destination ของไทย

การขับเคลื่อนธุรกิจของกลุ่มสยามพิวรรธน์เพื่อขานรับนโยบายรัฐบาล ได้กำหนดยุทธศาสตร์ ผ่าน 4 Strategic Pillars ดังนี้ 

  1. ผู้นำการสร้างประสบการณ์ Shopping ยิ่งใหญ่เหนือความคาดหมาย เสริมแกร่งผู้นำในตลาด Luxury retail ด้วยการผนึกกำลังกับ Luxury brand  ร้านค้าผู้เช่า และพันธมิตรธุรกิจ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก โดยเตรียมเปิดร้าน Luxury brands ใหม่เพิ่มเติมถึง 20 ร้านค้า ในไตรมาส 4 ซึ่งหลายแบรนด์เป็นสาขาแรกในประเทศไทย อีกทั้งมีคิวจัด Pop-up store และงานอีเวนต์ระดับโลก ร่วมกับแบรนด์ต่างๆ มากกว่า 40 แบรนด์ ไปจนถึงสิ้นปี 2567 รวมทั้งบรรดาลักซ์ชูรีแบรนด์ทุกค่าย เตรียมขยายพื้นที่กว่าเท่าตัวให้เป็น Iconic store ที่ใหญ่ที่สุดในสยามพารากอนและไอคอนสยามในปีหน้าอีกด้วย

  2. ผู้นำการจัด World Class Event และการประชุมนานาชาติ โดยทำงานร่วมกับองค์กรภาครัฐ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (สสปน.) และภาคเอกชนต่างๆ เพื่อดึงดูดนักธุรกิจและนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ๆ ที่มีกำลังซื้อสูงจากทั่วโลก โดยใช้พื้นที่รอยัลพารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน และทรู ไอคอนฮอลล์ ชั้น 7 ไอคอนสยาม เป็นสถานที่จัดงานอีเวนต์มาตรฐานระดับโลก หรือการประชุมนานาชาติ ซึ่งในปีนี้ได้รองรับงานสำคัญรวมกันกว่า 40 งาน และมีการจองใช้ในปี 2567 แล้วมากถึง 70% โดยสยามพิวรรธน์จะร่วมมือกับพันธมิตรใน Global Ecosystem ซึ่งประกอบด้วยพันธมิตรจากหลากหลายธุรกิจ ทั้งสายการบิน ธุรกิจโรงแรม ท่องเที่ยว ภัตตาคาร เพื่อรองรับการจัดงานหลากหลายรูปแบบ ส่งเสริมธุรกิจ MICE และสนับสนุนประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางการจัดประชุมนานาชาติของ S/E Asia

    นอกจากนี้ สยามพิวรรธน์ ยังอยู่ระหว่างการเจรจากับผู้จัดงานอีเวนต์รายใหญ่ของโลกรายหนึ่ง ที่จะมาร่วมลงทุนสร้างศูนย์ประชุมและการแสดงเพิ่มเติมอีกด้วย สำหรับในไตรมาส 4 ของปีนี้จะลงทุนจัดกิจกรรมระดับชาติครั้งยิ่งใหญ่ในทุกศูนย์การค้า รวมกันถึง 40 กิจกรรม

  3. ผู้นำในการส่งเสริมศิลปะไทย ยกระดับกรุงเทพฯ ให้เป็นศูนย์กลางศิลปะระดับโลก โดยสยามพิวรรธน์ได้บุกเบิกและเป็นผู้ประกอบการที่สนับสนุนศิลปินไทยมาตลอดเวลากว่า 15 ปี เป็นรายแรกที่นำผลงานของศิลปินไทยมาจัดแสดงเป็น public arts ประจำในศูนย์การค้า และจัดกิจกรรมต่างๆ ส่งเสริมความสามารถของศิลปินไทยตลอดมา เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ

    รวมทั้ง สยามพิวรรธน์ เตรียมแผนเสนอรัฐบาลที่จะปั้นให้กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางของ S/E Asia ที่จะจัดงานศิลปะระดับโลกให้เกิดขึ้นเพื่อดึงดูดบุคคลในวงการศิลปะเข้ามาในประเทศไทย อาทิ งาน Art Basel และ Frieze เป็นต้น ซึ่งจะทำให้บรรดาศิลปินไทยได้มีโอกาสแสดงผลงานร่วมกับศิลปินระดับโลกด้วย โดยจะร่วมทำงานกับภาครัฐในเรื่องนี้อย่างเต็มที่ ยิ่งไปกว่านั้น สยามพิวรรธน์ มีนโยบายที่จะเปิดศูนย์ศิลปะริเวอร์มิวเซียม ชั้น 8 ไอคอนสยาม ในปี 2026 ด้วยพื้นที่ 8,000 ตารางเมตร

    ซึ่งจะเป็นมิวเซียมมาตรฐานโลกแห่งแรกของประเทศไทยที่สามารถรองรับงานศิลปะ master piece ระดับโลกได้ทัดเทียมกับมิวเซียมชั้นนำในประเทศต่างๆ ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่จะดึงดูดบุคคลสำคัญในวงการศิลปะและบรรดานักสะสมงานศิลปะจากทั่วโลกเข้ามาในประเทศไทย นับว่าเป็นกลุ่มท่องเที่ยวคุณภาพสูงกลุ่มใหม่ที่จะต่อยอดอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดีในระยะยาว ภายใต้งบลงทุน 400 ล้านบาท โดยมีแผนที่จะเปิดในต้นปี 2026
  4. ผู้นำในการปั้น Soft power ของไทยด้วยความคิดสร้างสรรค์ และต่อยอดสู่เวทีโลก ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี ที่สยามพิวรรธน์ได้พัฒนาแพลตฟอร์มแห่งโอกาสที่นำสุดยอดฝีมือในด้านต่างๆ ของไทย เพื่อนำเสนอ Soft power ของคนไทย ไม่ว่าจะเป็นด้านอาหาร ภาพยนตร์ แฟชั่น ดีไซเนอร์ และอื่นๆ รวมทั้งการพัฒนาแพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ SMEs และพ่อค้าแม่ค้าจาก 77 จังหวัด จำนวนกว่า 6,000 ราย มารวมตัวกันนำเสนออัตลักษณ์ไทยรูปแบบต่างๆ ผ่านเมืองสุขสยาม

    ซึ่งมีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมไม่ต่ำกว่าวันละ 70,000 คน และเป็นที่กล่าวขวัญถึงอย่างมากใน social media ทั่วโลก นอกจากนี้การสร้างแบรนด์สินค้าของคนไทยผ่านธุรกิจรีเทลของสยามพิวรรธน์ อันได้แก่ ICONCRAFT, ODS และ ECOTOPIA ก็สามารถขายแฟรนไชส์ไปต่างประเทศ ทั้งนี้ สยามพิวรรธน์ พร้อมที่จะร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงมหาดไทย รวมทั้งพันธมิตรระดับโลก ยกระดับ Soft power ของคนไทยให้เป็นที่ชื่นชมบนเวทีโลกด้วยเช่นกัน

แนะออกวีซ่าให้เร็ว-เพิ่มเที่ยวบิน-ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานสนามบิน

ขณะเดียวกันในส่วนของนโยบายของทางภาครัฐที่มองว่าจะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการผลักดันการท่องเที่ยวของไทย และจำนวนนักท่องเที่ยวได้นั้นคือ ในเรื่องของฟรีวีซ่าที่จะต้องอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น โดยการออกวีซ่าให้ทันต่อความต้องการของคนที่อยากจะเข้ามาในประเทศไทย 

สำหรับมาตรการฟรีวีซ่านักท่องเที่ยวจีนที่รัฐบาลเตรียมประกาศใช้นั้นจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2566 - กุมภาพันธ์ 2567 เป็นระยะเวลา 5 เดือน ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่นของไทย และไตรมาสสุดท้ายยังตรงกับวันชาติจีนด้วยเช่นกัน อีกทั้งยังรวมถึงช่วงเทศกาลตรุษจีนในช่วงต้นปี จะทำให้สามารถดึงนักท่องเที่ยวจีนให้มาท่องเที่ยวประเทศไทยมากขึ้น และจะมีเม็ดเงินไหลเข้ามาเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

สองจะเป็นในเรื่องของสายการบินโดยเฉพาะสายการบินแห่งชาติที่จะต้องมีการเพิ่มเที่ยวบิน รวมทั้งการยกระดับศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐานของสนามบินในประเทศด้วยเช่นกันที่จะต้องพร้อมรับให้ได้

จากการที่รัฐบาลตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยว 30 ล้านคน มองว่าจะสามารถทำได้อย่างแน่นอน เนื่องจาก 7-8 เดือนที่ผ่านมาไทยมีนักท่องเที่ยวคุณภาพจากตะวันออกกลางหรือ UAE มีจำนวนมากกว่าปีที่ผ่านๆ มา และเป็นตลาดที่เราควรส่งเสริมอย่างยิ่ง ด้วยการมาท่องเที่ยวเป็นครอบครัวใหญ่ที่พำนักในไทยไม่ต่ำกว่า 3-4 คืน และมีการใช้เงินต่อหัวในศูนย์การค้าของสยามพิวรรธน์จำนวนมาก จึงเชื่อว่าในสิ้นปีนี้จะมีรายได้จะสะพัดมากขึ้นจากนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ และจะกระจายไปยังหลายๆ จังหวัดมากขึ้น อาทิ ภูเก็ต สมุย จึงถือเป็นเค้กก้อนใหม่ที่จะบูทส์ได้ ส่วน Top 5 นักท่องเที่ยวของสยามพิวรรธน์ ได้แก่ จีน เกาหลี มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินเดีย

“สุดท้ายนี้ สยามพิวรรธน์ จะเดินหน้าอย่างเต็มกำลังเพื่อหนุนการท่องเที่ยวของไทยตามนโยบายของรัฐบาล โดยมั่นใจว่ารัฐบาลชุดนี้จะทำให้การท่องเที่ยวของประเทศไทยเป็นจุดแข็งที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม สร้างปรากฏการณ์ปักหมุดให้ประเทศเป็นจุดหมายปลายทางแรกที่ต้องมาเยือนสำหรับนักท่องเที่ยว และนักเดินทางจากทั่วโลก” คุณชฎาทิพ กล่าวปิดท้าย.      


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ