
“ยุทธศักดิ์” เผย “คนละครึ่ง” ช่วยส่งเสริม “เราเที่ยวด้วยกัน” วิ่งฉิว คนจองวันละ 60,000 ห้อง คาดเต็ม 5 ล้านห้องเดือน ธ.ค.นี้ ชง ศบศ.เพิ่มสิทธิ์ห้องพักอีก 1–2 ล้านห้อง ททท.ประเมินกว่าท่องเที่ยวจะฟื้นต้องรอไปถึงปี 2565 โดยจะฟื้นได้ 80-90% ของปี 2562 ก่อนเกิดการระบาดของโควิด ส่วนปี 2564 คนจะเดินทางในไตรมาส 4 เมื่อมีไวรัสป้องกันโควิดแล้ว
นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยว แห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.จะเสนอที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ (ศบศ.) ในวันที่ 2 ธ.ค.2563 เพื่อพิจารณาเพิ่มสิทธิ์ห้องพักในโครงการเราเที่ยวด้วยกันที่รัฐร่วมจ่ายให้ 40% อีก 1-2 ล้านห้อง (คืน) หลังจากล่าสุดพบว่า เมื่อรัฐบาลมีโครงการ “คนละครึ่ง” ได้ส่งผลให้การใช้สิทธิ์ในโครงการเราเที่ยวด้วยกันวิ่งฉิวไปด้วย เพราะคนเอาสิทธิ์ใน 2 โครงการไปใช้สนับสนุนกัน จะเห็นได้จากในสัปดาห์นี้มีบางวันที่มีผู้จองห้องพักสูงถึง 60,000 ห้อง (คืน) จึงคาดว่าจำนวนห้องพักในโครงการทั้งสิ้น 5 ล้านห้อง (คืน) จะหมดภายในเดือน ธ.ค.นี้ โดย ณ วันที่ 26 พ.ย.2563 มีสิทธิ์ที่ยังคงเหลืออยู่ 1.13 ล้านห้อง (คืน)
อย่างไรก็ตาม แม้จะเสนอเพิ่มจำนวนห้องพักอีก 1-2 ล้านห้อง (คืน) จะยังอยู่ภายใต้วงเงินเดิมที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติมาให้ 20,000 ล้านบาท จึงไม่ได้ขอวงเงินเพิ่ม โดยขณะนี้ในโครงการได้ใช้วงเงินไปประมาณ 4,954 ล้านบาท โดยราคาห้องพักเฉลี่ยต่อคืนที่ประชาชนจองอยู่ที่ 2,784 บาท
ขณะเดียวกัน ททท.จะเสนอให้ ศบศ.พิจารณาเอาร้านค้าในโครงการคนละครึ่งที่มีกว่า 800,000 ร้านค้า เข้ามาอยู่ในโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ซึ่งปัจจุบันมีร้านค้าอยู่ 64,790 ร้านค้า เพื่อให้ผู้ใช้สิทธิ์เราเที่ยวด้วยกัน ซึ่งจะได้รับแจกอี-คูปอง ที่ใช้จ่ายค่าอาหารหรือค่าท่องเที่ยว วันละ 600-900 บาท ต่อห้องพัก 1 คืนในวันที่เดินทางเข้าพัก สามารถนำไปใช้ในร้านค้าของคนละครึ่งที่มีจำนวนมากกว่าได้ด้วย โดยที่ผ่านมามีผู้ที่ได้รับคูปองอาหาร 782,568 ราย มียอดใช้จ่าย 3,002 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดร่วมจ่ายของประชาชน 1,849 ล้านบาท และยอดใช้จ่ายผ่านคูปองจากรัฐ 1,153 ล้านบาท ขณะที่จำนวนผู้ลงทะเบียนโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ลงทะเบียนสำเร็จ 6.28 ล้านคน มีโรงแรมที่พัก เข้าร่วม 8,009 แห่ง สถานที่ท่องเที่ยว 1,930 แห่ง ร้านขายสินค้าโอทอป 1,289 ร้าน
ผู้ว่าการ ททท.กล่าวว่า ได้ประชุมกำหนดเป้าหมายการฟื้นฟูการท่องเที่ยวระยะเวลา 2 ปี (ปี 2564-65) เพื่อปลุกการท่องเที่ยวจากเถ้าถ่านให้เกิดใหม่ภายใต้ฟินิกซ์ (Pheonix Plan) จากการประเมินพบว่า ในปี 2565 การท่องเที่ยวจะกลับมาฟื้นตัวได้ 80-90% ของปี 2562 ที่มีรายได้ 3 ล้านล้านบาท หรือปี 2565 ท่องเที่ยวจะมีรายได้รวมประมาณ 2.5 ล้านล้านบาท ส่วนในปี 2564 ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่าตลอดทั้งปีจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 9 ล้านคน ขณะที่ในปี 2564 ขณะนี้ยังอยู่ที่ 6.69 ล้านคน และยังลุ้นว่าจะถึง 6.7 ล้านคนหรือไม่ โดยรายได้รวมของนักท่องเที่ยวต่างชาติและชาวไทยตอนนี้อยู่ที่กว่า 700,000 ล้านบาท
“การฟื้นตัวอย่างเป็นรูปธรรมน่าจะเห็นชัดในปี 2565 เป็นต้นไปมากกว่า เนื่องจากกำลังซื้อจะอัดอั้นจากการไม่ได้เดินทางต่างประเทศมาแล้วเกือบ 2 ปี แต่จำนวนในระยะเบื้องต้นอาจจะไม่มาก เพราะต้องค่อยๆฟื้นฟูความมั่นใจ ส่วนในปี 2564 ต้องดำเนินกลยุทธ์เพิ่มรายได้ตลาดในประเทศอย่างต่อเนื่อง เพราะที่ประเมินล่าสุดกว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะออกเดินทางต้องมีวัคซีนป้องกันโควิดก่อนอาจจะเป็นกลางปีหน้า และกว่ากลับมาเดินทางเข้าประเทศไทยอาจจะเป็นไตรมาส 4 ของปี 2564”
ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการกลับมาอีกครั้งของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ททท.จึงยังต้องมุ่งเน้นผลักดันการท่องเที่ยวในประเทศ ปี 2564 แบบการบังคับเที่ยว กลุ่มอบรม สัมมนาให้มากขึ้น เพื่อเริ่มปรับสมดุลระหว่างดีมานด์ และ ซัพพลาย ตลาดที่จะกลับมากลุ่มแรกคงเป็นตลาดยุโรปที่จะเริ่มเข้ามาในปี 2564 หลังมีความชัดเจนเรื่องของวัคซีน เมื่อพิจารณาตลอดทั้งปี 2564 ถือว่าเป็นปีแห่งการปรับฐาน และฟื้นความเชื่อมั่นมากกว่า ทั้งนี้ จะเห็นได้จากตลาดใหญ่ เช่น จีน ได้ส่งสัญญาณชัดเจนแล้วว่า ยังจะไม่สนับสนุนให้คนเดินทางออก จนกว่าจะมีความเชื่อมั่นว่าประชากรได้รับวัคซีนและมีผลที่ดีในเชิงป้องกันไวรัสโควิด และจากที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ได้เข้าพบนายหยาง ซิน อุปทูตรักษาการเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ได้รับการบอกกล่าวที่ชัดเจนว่า จีนจะพร้อมให้นักท่องเที่ยวเดินทางออกนอกประเทศในรูปแบบกรุ๊ปทัวร์ได้ ก็ต่อเมื่อมั่นใจในความปลอดภัย คือ มีวัคซีนป้องกันโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว.
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง