แอนตาร์กติก ดินแดนที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งที่ไม่มีคนอาศัยอยู่เลย เป็นสถานที่ในฝันของนักวิทยาศาสตร์หลายคนที่จะได้ไปสำรวจวิจัย และเมื่อไม่นานมานี้มีนักวิทยาศาสตร์หญิงของไทยได้ทำฝันนี้ให้เป็นจริงในการเดินทางไปสำรวจทวีปแอนตาร์กติก ประสบผล สำเร็จกลับมา



ผศ.ดร.สุชนา ชวนิตย์ อาจารย์จากภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นนักวิทยาศาสตร์หญิงไทยคนแรกที่ได้ถูกบันทึกลงในประวัติศาสตร์ เมื่อสถาบันวิจัยขั้วโลกแห่งชาติ ประเทศญี่ปุ่น (NIPR : National Institute of Polar Research Japan) ได้คัดเลือกให้ร่วมเดินทางไปสำรวจทวีปแอนตาร์กติก กับคณะสำรวจทวีปแอนตาร์กติกญี่ปุ่น

การเดินทางได้เริ่มขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2552 โดยเป็นคณะที่ 51 ที่ได้เดินทางไปสถานีวิจัยโชวะ (Syowa Station) ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งตั้งอยู่ในทวีปแอนตาร์กติก โดยมีเป้าหมายเพื่อศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม

การเดินทางครั้งนี้ได้เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา อาจารย์สุชนา นักวิทยาศาสตร์หญิงไทยที่มีโอกาสสำคัญในการสร้างประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ได้ให้สัมภาษณ์ "ทีมข่าวสตรีไทยรัฐ" ถึงการใช้ชีวิตบนดินแดนไกลโพ้นที่ปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งนานนับเดือน

อาจารย์ไปร่วมสำรวจทวีปแอนตาร์กติกได้อย่างไรคะ

"เริ่มจากทางสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้ติดต่อกับทางสถาบันขั้วโลกแห่งชาติของญี่ปุ่นอยู่ และ สวทช.เคยส่ง ดร.วรณพ วิยกาญจน์ อาจารย์จากจุฬาฯ ไปสำรวจที่ทวีปแอนตาร์ติก เมื่อปี 2547 ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ไทยคนแรกที่ได้ไปขั้วโลกใต้ ทีนี้เมื่อปีที่แล้ว ทาง สวทช.ได้รับข่าวว่าทางสถาบันขั้วโลกแห่งชาติของญี่ปุ่น จะเพิ่มทีมสำรวจอีก 20 คน และอยากให้มีชาวต่างชาติเข้าร่วมด้วย สวทช.จึงแจ้งทางคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ทางภาควิชาจึงส่งชื่อดิฉันพร้อมโครงการวิจัยต่างๆเสนอต่อทางสถาบันขั้วโลกของญี่ปุ่น และเขาได้คัดเลือกให้ดิฉันไปร่วมสำรวจด้วย โดยทางสถาบันขั้วโลกญี่ปุ่นเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด และเนื่องจากดิฉันได้รับเลือกจากทางบริษัทลอรีอัล ประเทศไทย ให้เป็นนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นเมื่อปีที่แล้ว เขาทราบจึงได้ร่วมให้การสนับสนุนในเรื่องอุปกรณ์การศึกษาวิจัย"

การเดินทางเริ่มจากที่ไหนคะ

"ดิฉันออกเดินทางจากประเทศไทยในวันที่ 24 พ.ย. ไปยังประเทศออสเตรเลีย เพื่อไปขึ้นเรือตัดน้ำแข็ง AGB Shirase II ที่เมือง Fremantle ทางตอนใต้ของออสเตรเลียฝั่งตะวันตก คณะเรามีทั้งหมด 85 คน เป็นผู้หญิง 9 คน เป็นชาวญี่ปุ่น 7 คน เป็นคนไทย 2 คน อีกคนหนึ่งคือ คุณศศิวิมล อยู่คงแก้ว สื่อมวลชนที่เดินทางไปเก็บภาพทำสารคดีเก็บไว้ในการศึกษา นอกจากนี้ บนเรือยังมีลูกเรือที่เป็นทหารอีก 179 คน กำหนดการเดินทางของเราคือ ใช้เวลาเดินทางไป 3 อาทิตย์ เมื่อไปถึงจะอยู่ทำงานศึกษาวิจัย บนทวีป 2 เดือน ส่วนขากลับใช้เวลา 5 อาทิตย์ ขากลับนี้ เราต้องไปขึ้นอีกด้านที่เมืองซิดนีย์ เพื่อสำรวจสมุทรศาสตร์ ทางทะเลอีกด้านหนึ่ง แต่ขาไปเราขลุกขลักนิดหน่อย ตรงที่ปีนี้อากาศแปรปรวน หิมะยังหนาอยู่มาก ประมาณ 4.5 เมตร ขณะที่เรือสามารถตัดน้ำแข็งได้เพียง 1-2 เมตร จึงต้องนั่งเฮลิคอปเตอร์เข้าไปยังสถานีวิจัย แล้วให้เรือค่อยตามมาทีหลังเพื่อรับกลับ ซึ่งใกล้วันกลับก็กลัวเหมือนกันว่าเรือจะมาทันหรือเปล่า แล้วเข้ามาได้ใกล้สถานีวิจัยได้แค่ไหน เพราะยิ่งไกล เราจะเสียน้ำมันมาก อาจไม่พอ น้ำมันเขาก็มีจำกัด แต่สุดท้ายเรือก็มาทันและเข้ามาใกล้สถานีมากพอเดินไปได้"

ชีวิตประจำวันบนขั้วโลกใต้ทำอะไรบ้าง


"เราต้องรับประทานอาหารเช้าตอน 06.45 น. จากนั้นจะมีการออกกำลังกายประมาณ 5 นาที เพื่อยืดเส้นยืดสาย เตรียมตัวรับสภาพการทำงานที่ ต้องขนของอุปกรณ์ต่างๆที่หนักพอสมควร แล้วเริ่มรวมกลุ่มกันตอน 07.45 น. แต่ละกลุ่มก็จะรายงานว่าไปไหน มีใครบ้าง การแบ่งกลุ่มทำงานนั้น แล้วแต่เราสนใจจะไปศึกษาเรื่องอะไร โดยแต่ละวันประมาณ 1 ทุ่ม 45 จะมีการประชุมรายงานว่าวันนี้ใครไปทำอะไรบ้าง แล้วจะมีกระดานว่าวันรุ่งขึ้นจะมีกลุ่มไหนไปสำรวจที่ไหน เราต้องใส่ชื่อว่าจะไปกับกลุ่มไหน เป็นแบบนี้ทุกวัน ส่วนการทำงานเราจะเริ่มตอน 8 โมงเช้า ยาวไปจนถึง 6 โมงเย็น เวลานอนเขาไม่กำหนด แล้วแต่เรา"

ในส่วนงานของอาจารย์ ได้สำรวจศึกษาเกี่ยวกับอะไรคะ

"ในส่วนของดิฉันจะศึกษาวิจัยนิเวศวิทยาทางทะเล จะเข้าร่วมเดินทางกับกลุ่มวิจัยชีววิทยาและกลุ่มสำรวจสมุทรศาสตร์ เพื่อเก็บตัวอย่างสิ่งมีชีวิต ในพื้นที่ เช่น แบคทีเรีย, จุลินทรีย์, ดิน, น้ำแข็ง, อุณหภูมิของน้ำ, แพลงตอน ฯลฯ รวมถึงศึกษาจำนวนประชากรเพนกวิน โดยนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ร่วมกับฐานข้อมูลเดิมของสถาบันวิจัยขั้วโลกใต้แห่งชาติ ซึ่งศึกษาต่อเนื่องกว่า 50 ปี ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าที่ทวีปแอนตาร์กติกนี้ บริเวณดินแดนในทวีป จริงๆเป็นหินที่ถูกน้ำแข็งปกคลุม มีความหนามากๆ 4-5 เมตร เพราะอุณหภูมิ ในช่วงหน้าหนาวติดลบ หนาวสุดที่บันทึกไว้ -89.2 องศาเซลเซียส ส่วนหน้าร้อนอย่างตอนที่ดิฉันไป อุณหภูมิประมาณ 0 องศา กลางคืนอาจจะเย็นหน่อย -5 องศา อุ่นสุดประมาณ 4 องศา ใจกลางทวีปจริงๆไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่ ที่ตั้งของสถานีวิจัยประเทศต่างๆจะตั้งอยู่บริเวณริมขอบของทวีป สิ่งมีชีวิตก็เช่นกัน นกหรือปลา รวมทั้งเพนกวิน จะมาอยู่ในช่วงหน้าร้อน พอเข้าหน้าหนาวก็อพยพกันออกไป งานของดิฉันก็ไปเก็บตัวอย่างของสิ่งมีชีวิตที่อยู่รอบๆมาศึกษา"

การใช้ชีวิตที่นั่นเป็นอย่างไรคะ


"ที่นั่นมีกฎกติกาที่เราต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เป็นเรื่องของความปลอดภัย ก่อนหน้านี้เคยมีนักวิจัยชาวญี่ปุ่นเสียชีวิต เพราะออกไปข้างนอกแล้วเจอพายุหิมะ มองหาประตูทางเข้าไม่เจอ กว่าจะเจอศพก็อีกหลายปี ทางญี่ปุ่นจึงเคร่งครัดเรื่องนี้มาก กฎคือการทำงานต้องเป็นกลุ่ม จะออกไปไหนคนเดียวไม่ได้ ต้องไป 2 คน หากมีพายุหิมะ ห้ามออกจากอาคารหรือแม้แต่เปิดประตูเพื่อไปถ่ายรูปก็ตาม ตอนออกไปทำงานเขาจะเตรียมชุดเสื้อผ้า กางเกง อย่างหนาให้เรา ซึ่งกันความหนาวได้มาก พร้อมถุงมือ และทุกครั้งที่ออกไปทำงาน ต้องมีสิ่งเหล่านี้ติดตัวเสมอคือ มีดพับ, เข็มทิศ, GPS และนกหวีด นกหวีดนี้จะเสียงดังมาก เอาไว้กรณีฉุกเฉิน เป่าเรียกเพื่อนมาช่วย การทำงานส่วนใหญ่จะเดินไป หากไกลก็จะไปด้วยเฮลิคอปเตอร์ บางครั้งก็ไปด้วยรถ กรณีที่ไปไกลมากๆ ต้องเตรียมอาหารกลางวันไปด้วย ถ้าใกล้ๆก็จะเดินกลับมากินที่สถานี สิ่งที่ต้องเตรียมอีกอย่างเวลาไปไกลๆคือ ส้วมเคลื่อนที่ เป็นเหมือนถังสี เพราะเขาห้ามทิ้งสิ่งใดๆลงบนพื้นแม้แต่อย่างเดียว ผู้ชายใครจะฉี่ลงพื้นไม่ได้เลย"

มีเหตุการณ์ตื่นเต้นบ้างไหมคะ


"มีค่ะ เจอกับตัวเองตอนไปทำงานเก็บตัวอย่างสิ่งมีชีวิตบริเวณรอยแยกน้ำแข็งที่หนึ่ง การมีรอยแยกทำให้แสงแดดส่องถึงน้ำทะเล ส่งผลกระทบต่อพืช แพลงตอน หรือสัตว์น้ำในบริเวณนั้นได้ ปกติ ที่เราเดินไปสำรวจแบบนี้ ก่อนก้าวเดินทุกครั้งเราต้องยืนอยู่นิ่งๆแล้วใช้แท่งเหล็กแทงพื้นตรวจดูความหนาของน้ำแข็ง ซึ่งถ้าแทงแล้วจมลงไปลึก แสดงว่าน้ำแข็งไม่หนามาก เดินไปจะอันตราย แต่ถ้าแทงลงไปแล้วจมลงนิดเดียว แสดงว่าปลอดภัย น้ำแข็งมีความหนามาก ด้วยความเคยชิน พอดิฉันแทงแล้วเท้าซ้ายดันขยับ ออกไปทางข้างๆนิดเดียว ทำให้ขาจมลงไปในน้ำแข็งข้างหนึ่ง ต้องรีบพยุงตัวเองขึ้นมา ตกใจมากเหมือนกัน"

ชีวิตทำงานทุกวันแล้วเห็นแต่น้ำแข็ง มีเบื่อมีเซ็งบ้างไหมคะ

"ไม่ค่ะ เพราะในสถานีวิจัยมีบาร์ให้เราผ่อนคลายด้วยค่ะ บาร์นี้จะเปิดทุกวันอังคาร, พฤหัสฯ และเสาร์ ตั้งแต่ 3 ทุ่ม-5 ทุ่ม ภายในตกแต่งเหมือนบาร์ทั่วไป มีจอทีวีให้ดูหนังหรือจะร้องคาราโอเกะ มีโต๊ะสนุ้ก มีเพลงฟัง ที่สำคัญ มีเหล้าทุกแบบทุกอย่าง เหล้าแพงๆด้วย ทานฟรีได้เลยค่ะ ดิฉันชอบไปกินขนมขบเคี้ยวค่ะ เพราะปกติ เราจะไม่มีขนมทานกัน อาหารส่วนใหญ่ที่ทานแรกๆอาจมีอาหารสด หลังๆเป็นอาหารกระป๋องหรืออาหารแช่แข็ง ผักผลไม้มีน้อยมาก ส่วนที่บาร์นี้จะมีบาร์เทนเดอร์ด้วยนะคะ เป็นพวกนักวิทยาศาสตร์กันเองแหละ ผลัดเวรกันเป็น ที่นี่ยังเป็นที่ฉลองโอกาสต่างๆ เช่น วันเกิด หรืองานฉลองของญี่ปุ่น รวมถึงวันปีใหม่ด้วย ก็คลายเครียดไปได้เยอะ นอกจากนี้ ยังมีอินเตอร์เน็ต สามารถเขียนเมล์หรือค้นหาข้อมูล ส่วนโทรศัพท์ มี แต่ต้องมีบัตรพิเศษต้องซื้อที่ญี่ปุ่น ซึ่งเวลาประเทศไทยห่างจากขั้วโลกใต้ 4 ชม.ค่ะ"

อาจารย์ประทับใจอะไรในดินแดนแห่งนี้บ้างคะ

"เป็นความฝันมาตั้งแต่เด็กๆเลยว่าอยากไป ยิ่งมาเรียนทางวิชานี้ ทำให้เรายิ่งอยากไปมากๆ และเชื่อว่าเป็นความใฝ่ฝันของนักวิทยาศาสตร์หลายคนด้วย พอมีโอกาสได้ไปจริงก็ตื่นเต้นนะคะ สิ่งที่สวยที่สุดของดินแดนแห่งนี้ ที่ไม่เหมือนบริเวณใดในโลกคือท้องฟ้าค่ะ ที่นั่นสวยจริงๆ ได้เห็นเมฆในรูปแบบต่างๆ เห็นพระอาทิตย์ที่ไม่พ้นขอบฟ้าทั้งวันทั้งคืน เพราะเป็นช่วงหน้าร้อน ตอนกลางคืนก็ยังสว่างทั้งคืน แต่มีสิ่งที่ทำให้เราสะท้อนใจคือ ได้เห็นบริเวณชั้นโอโซนเป็นรูโบ๋มาก ดูจากคอมพิวเตอร์นะคะ ใครไปทำงานที่นั่นส่วนใหญ่ จะหน้าดำโดนแสงยูวีอย่างแรง ซึ่งที่จริงบริเวณนี้ไม่น่าจะเกิดภาวะเรือนกระจก เพราะไม่มีคนอยู่ ที่เป็นเช่นนี้แสดงว่าสิ่งที่เราทำบนโลกใบนี้มันส่งผลกระทบไปทั่ว จึงอยากให้พวกเราได้ตระหนักและช่วยกันหยุดภาวะโลกร้อน เราช่วยกันคนละนิดดีกว่าไม่ทำอะไรเลย ไม่ใช่เพื่อใคร ก็เพื่อพวกเรากันเอง"

ความในใจทั้งหมดของนักวิทยาศาสตร์หญิงคนแรกของไทยที่ได้ไปสัมผัสดินแดนไกลโพ้นที่ขั้วโลกใต้ ที่ได้ถูกบันทึกเอาไว้.

ทีมข่าวหน้าสตรี

...