เท้าแบน เป็นปัญหาของเท้าที่พบบ่อยปัญหาหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นภาวะปกติหรือผิดปกติก็ได้ และอาจแสดงหรือไม่แสดงอาการใดๆ เลยก็ได้ ดังนั้นจะมีวิธีแยกแยะและสังเกตอย่างไรว่า เท้าแบนแบบไหนที่ผิดปกติ

นายแพทย์เมธี คงเผ่าพงษ์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ เฉพาะทางเท้าและข้อเท้า โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวถึง ลักษณะของภาวะเท้าแบนว่า พบในผู้ที่มีอุ้งเท้าเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลย โดยอาจเป็นอยู่เดิมหรือเกิดขึ้นใหม่ภายหลังจากที่กระดูกมีการเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว

โดย นพ.เมธี อธิบายถึงพัฒนาการของอุ้งเท้าว่า การเจริญเติบโตของโครงสร้างเท้าส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วง 7-10 ขวบปีแรก โดยเมื่อเด็กเริ่มตั้งไข่และเดิน เท้าของเด็กจะมีลักษณะที่เรียกสั้นๆ ว่า 3F คือ fat, flat และ floppy การเดินจะไม่มีการถ่ายน้ำหนักจากส้นเท้าไปสู่ปลายเท้าเหมือนในผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นกลไกตามธรรมชาติที่ช่วยเพิ่มความมั่นคงในการยืนและเดิน โครงสร้างของเท้าและอุ้งเท้าจะมีลักษณะเหมือนผู้ใหญ่เมื่ออายุประมาณ 7-10 ปี ส่วนการเดินในลักษณะถ่ายน้ำหนักจากส้นเท้าไปสู่ปลายเท้าจะเริ่มเมื่ออายุ 3-4 ปี

ปัญหาเท้าแบนที่พบบ่อยในเด็ก

สำหรับเท้าแบนในเด็กศัลยแพทย์กระดูกและข้อ กล่าวว่า ส่วนใหญ่เป็นภาวะเท้าแบนชนิดไม่ติดแข็งที่คงอยู่ต่อเนื่องมาตั้งแต่วัยเด็กเล็ก อุ้งเท้าไม่สูงขึ้นแม้กระดูกจะมีการเจริญเติบโตเต็มที่แล้วก็ตาม มักจะพบทั้งสองข้าง สาเหตุส่วนใหญ่ในเด็กเกิดจากพันธุกรรม ผู้ป่วยมักรู้สึกว่าเท้าหรือขาอ่อนล้าง่าย ร่วมกับปวดบริเวณอุ้งเท้า ส้นเท้าและเท้าด้านนอก โดยอาการเป็นมากขึ้นเมื่อมีการลงน้ำหนัก ขณะยืนลงน้ำหนักจะพบส้นเท้าบิดออกมากกว่าปกติ ส่วนใหญ่มักจะมีกล้ามเนื้อน่องและเอ็นร้อยหวายตึงร่วมด้วย หากมีส้นเท้าบิดมากๆ เป็นเวลานาน อาจทำให้ข้อเสื่อม และเคลื่อนไหวได้น้อยลง เท้าแบนชนิดนี้ไม่ถือว่าเป็นโรค ดังนั้นหากไม่มีอาการ ไม่จำเป็นต้องทำการรักษาใดๆ เพียงติดตามความเปลี่ยนแปลงเป็นระยะๆ ถ้ามีอาการหรือยังมีภาวะเท้าแบนหลังอายุ 7-10 ปี ผู้ป่วยจำเป็นต้องเข้ารับการรักษา

ปัญหาเท้าแบนที่พบบ่อยในผู้ใหญ่

ส่วนเท้าแบนที่เกิดขึ้นกับผู้ใหญ่ นพ.เมธี ให้เหตุผลว่า ส่วนใหญ่เกิดจากภาวะเอ็นพยุงอุ้งเท้าสูญเสียการทำงาน หรือข้อเสื่อมบริเวณกลางเท้า สาเหตุมักมาจากความเสื่อมของการใช้งานมาก อ้วน ผู้ป่วยมักเริ่มมีอาการจากการอักเสบ ปวด บวม แดง ร้อนบริเวณใต้ตาตุ่มใน และทำให้เท้าแบนมากขึ้น ถ้าเป็นนานอาจเกิดภาวะข้อติด ข้อเสื่อมตามมา

เมื่อไรจะมาพบแพทย์เฉพาะทาง

เมื่อเริ่มปวด บวม แดง ร้อนตามแนวของเอ็นพยุงอุ้งเท้า อาจมีภาวะเท้าแบนหรือไม่ก็ได้

การรักษา

ขึ้นอยู่กับระยะของโรค ในทางการแพทย์แบ่งออกเป็น  4 ระยะ คือ

ระยะที่ 1
มีอาการปวด บวม แดง ร้อน ตามแนวของเอ็นพยุงอุ้งเท้าแต่ไม่มีเท้าแบน การรักษาควรพักการใช้งาน ประคบเย็น ยกเท้าสูง ทานยาแก้ปวด ถ้าไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์เฉพาะทาง

ระยะที่ 2
มีอาการปวด และเท้าแบนชนิดไม่ติดแข็ง การรักษาระยะแรกคล้ายระยะที่ 1 แต่ควรพบแพทย์ เพื่อการรักษา ทางกายภาพบำบัด, การเสริมแผ่นรองเท้าเพื่อแก้ภาวะเท้าแบนผิดรูป หากไม่ดีขึ้นอาจต้องผ่าตัดแก้ไข

ระยะที่ 3
มีอาการปวด และเท้าแบนชนิดติดแข็ง การรักษาระยะแรกคล้ายระยะที่ 1 แต่ควรพบแพทย์เพื่อการรักษา ทางกายภาพบำบัด การเสริมแผ่นรองเท้า หรือตัดรองเท้าเพื่อลดแรงกดจากภาวะเท้าแบนผิดรูป ถ้าอาการไม่ดีขึ้นอาจต้องผ่าตัดแก้ไข

ระยะที่ 4
อาการปวด เท้าแบน และข้อเท้าผิดรูป การรักษาระยะแรกคล้ายระยะที่ 1 แต่ควรพบแพทย์ เพื่อการรักษาทั้งทางกายภาพบำบัด การเสริมแผ่นรองเท้าและตัดรองเท้าแก้ไขภาวะผิดปกติ ถ้าอาการไม่ดีขึ้นควรต้องผ่าตัดแก้ไข

ตำแหน่งที่มักเกิดอาการ ปวด บวม แดง ร้อน

จากหลายกรณีที่กล่าวมาก็เป็นการสังเกตยากว่าเท้าแบนนั้น แบบไหนที่ผิดปกติ สรุปง่ายๆ คือ ปวด บวม แดง ร้อน ตามแนวของเอ็นพยุงอุ้งเท้า ซึ่งลักษณะเท้าอาจไม่แบนก็ได้ แต่ถ้ามีอาการดังกล่าวก็ควรรีบมาพบแพทย์

...