กลายเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่ไม่ธรรมดาและฮือฮาไปทั้งบ้านทั้งเมือง เมื่ออดีตประธานรัฐสภา “ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์” ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กเมื่อปลายเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา ประกาศขู่จะพาชาวเมืองเอกและดอนเมืองปิดถนนวิภาวดีขาเข้า-ขาออก และโทลล์เวย์ เพื่อประท้วงรัฐบาลที่ไม่ใส่ใจช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่แถบนี้ และทอดทิ้งให้ต้องเผชิญหน้ากับวิกฤติน้ำท่วมสูงมาเป็นแรมเดือน โดยขีดเส้นตายว่า ถ้าภายใน 3 วัน ทางการยังไม่เร่งแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ก็เตรียมตัวรับมือกับม็อบปัญญาชนได้เลย

ในสังคมยุคที่มือใครยาวสาวได้สาวเอา ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของนักการเมืองอาวุโสระดับแถวหน้า ได้ตอกย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างชุมชนเข้มแข็ง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ท้องถิ่น และสร้างอำนาจต่อรองกับภาครัฐ ถ้าคนในชุมชนไม่ผนึกกำลังกันต่อสู้เพื่อชุมชนของตัวเอง แล้วจะหวังพึ่งใครได้?!


ด้วยความที่มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนเมืองเอก หน้าด่านสำคัญของกรุงเทพฯในการป้องกันอุทกภัยจากทางทิศเหนือ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ “ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์” จะถูกคาดหวังให้แสดงบทบาทในฐานะผู้นำทางความคิดของชุมชนเมืองเอก ซึ่งครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 6,000 ไร่ ตั้งอยู่ตำบลหลักหก อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานีกว่าภาครัฐจะยื่นมือช่วยเหลือ ชุมชนเมืองเอกต้องต่อสู้กับวิกฤติน้ำท่วมสาหัสขนาดไหน

พวกเราไม่เคยเจออะไรที่หนักหนาขนาดนี้มาก่อน เดิมทีเดียวชุมชนเมืองเอกออกแบบให้มีคันดินกั้นเป็นกำแพงโดยรอบ เพื่อป้องกันน้ำท่วม เนื่องจากพื้นที่แถบนี้เป็นพื้นที่ต่ำ แต่ช่วงหลังมานี้ ไม่ค่อยมีการดูแลกวดขันจริงจัง ทำให้คันดินบางช่วงเป็นฟัน
หลอ พวกเราร่วมแรงร่วมใจกันเสริมความเข้มแข็งของคันดินตั้งแต่เดือนสิงหาคมแล้ว เพราะเห็นท่าไม่ดีจากเหตุการณ์น้ำท่วมสูงที่จังหวัดลพบุรีและอยุธยา พวกอาจารย์และนักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิต ทั้งไทยและฝรั่งก็ไปช่วยทุกวัน ทั้งกรอกกระสอบทราย และเสริมคันดิน กั้นกันขึ้นมาสูงมาก และวัดระดับน้ำทุกวัน โดยเน้นกั้นน้ำทางทิศเหนือเป็นหลัก ซึ่งในช่วง 2 เดือนแรก ก็สามารถต้านทานน้ำไว้ได้ ทั้งๆที่ตอนนั้น แถวปทุมธานีและดอนเมืองท่วมกันหมดแล้ว จนตอนหลังมีคนไปยุชาวบ้านว่า เมืองเอกจะรอดที่เดียวได้ยังไง ถ้าท่วมก็ต้องท่วมด้วยกันสิ เลยพาพวกไปเจาะคันดิน ทำให้

น้ำทะลักเข้าทางโครงการ 6 และ 3 ของหมู่บ้านเมืองเอก ซึ่งเป็นจุดอ่อนอยู่แล้ว คราวนี้ต่อให้เอาดินไปถมเท่าไหร่ก็สู้น้ำไม่ไหว พอน้ำทะลักเข้ามาได้ แค่ชั่วข้ามคืนเท่านั้น ชุมชนเมืองเอกก็จมอยู่ใต้บาดาลเลย พื้นที่ต่ำสุดมีน้ำท่วมสูงถึง 3 เมตร พื้นที่ตรงนี้เลยกลายเป็นพื้นที่แก้มลิงรับน้ำไปเต็มๆ พอน้ำเข้ามาขังแล้วไม่สามารถระบายออกได้ตามธรรมชาติ นอกจากกระสอบทรายและคันดินแล้ว พวกเรายังเทหินคลุกเสริมกำแพงป้องกันน้ำอีกทาง แต่พยายามยังไงก็สู้น้ำไม่ไหว ผมก็บอกว่าต้องทำใจนะ ไม่ต้องโทษกัน คนอื่นเห็นเมืองเอกไม่ท่วม ก็อยากให้ท่วมกันทั่วหน้า พวกเราคงเห็นแก่ตัวเกินไป ถ้าจะเอาเมืองเอกของเรารอดอยู่ที่เดียว

สถานการณ์น้ำท่วมชุมชนเมืองเอกพ้นขีดวิกฤติหรือยัง

ก็ระดมกำลังเร่งสูบน้ำทั้งวันทั้งคืนมาเป็นเดือนแล้ว แต่ก็ต้องดิ้นรนหาเครื่องสูบน้ำกันเองจากทุกทิศทุกทาง เพราะพื้นที่ของเราอยู่ในช่วงรอยต่อระหว่างปทุมธานีกับ กทม.เลยถูกทอดทิ้ง!! ต้องออกมามีปากมีเสียงสักหน่อย รัฐบาลถึงยอมส่งเครื่องไม้เครื่องมือมาช่วย เพื่อระบายน้ำลงคลองเปรมประชากรและคลองรังสิต ตอนหลังระดมเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ได้ 30-40 เครื่อง ทำให้มีกำลังสูบน้ำวันละ 1.5 ล้านคิวบิกเมตร จากปริมาณมวลน้ำที่ท่วมขังอยู่ในชุมชนกว่า 20 ล้านคิวบิกเมตร ผมมั่นใจว่า ภายในอาทิตย์นี้จะสามารถคืนพื้นที่แห้งให้ชาวเมืองเอก ส่วนมหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งมีพื้นที่อยู่ในเมืองเอกเกือบ 300 ไร่ ก็น่าจะกลับมาเปิดการเรียนการสอนได้วันที่ 5 ม.ค.2555

...


ในส่วนของมหาวิทยาลัยรังสิตได้รับความเสียหายหนักแค่ไหน

ประเมินความเสียหายแล้วไม่น่าต่ำกว่า 700 ล้านบาท แต่เราทำประกันไว้หมด ก็สบายใจได้!! ตอนนี้ชั้นหนึ่งของตึกต่างๆแห้งหมดแล้ว ได้ขอให้อาจารย์ทุกคณะเข้าไปถ่ายรูปความเสียหายไว้เป็นหลักฐาน เรื่องน้ำท่วมไม่ใช่ปัญหาแล้ว แต่ปัญหาน่ากลัวที่สุดในขณะนี้คือ “เชื้อรา” โอ้โห!! ฝาห้องต้องรื้อหมดเลย เพราะมันชื้นมาก มีแต่ราเกาะเต็มไปหมด!! อุปกรณ์ทุกอย่างที่อยู่ในพื้นที่ชั้นหนึ่งของตึกต้องโละทิ้งหมด ทางมหาวิทยาลัยรังสิตได้ว่าจ้างบริษัทเข้าไปฉีดฆ่าเชื้อราและทำความสะอาดอาคารทั้งหมด แล้วค่อยเข้าไปสำรวจ อย่างอาคารวิทยาศาสตร์ก็เพิ่งสร้างใหม่ยังไม่ทันส่งมอบด้วยซ้ำ ต้องมาเจอน้ำท่วมซะก่อน เฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์ในห้องแล็บทดลองจมน้ำหมด

ในอนาคตจะเข้ามามีบทบาทในชุมชนเมืองเอกมากขึ้นไหม

ถ้าหมายถึงเรื่องน้ำท่วม ผมว่าคงต้องผลักดันทั้งประเทศ ถ้าเราคิดจะทำเฉพาะของเมืองเอก คงทำคันดินสู้กับน้ำไม่ไหวนะ!! เพราะน้ำมันสูง น้ำมันเยอะเกินกว่าจะรับมือไหว บอกตามตรงว่า มหาวิทยาลัยรังสิตเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชุมชนเมืองเอกเท่านั้น เราไม่มีสิทธิไปชี้นำหรือสั่งให้ใครทำอะไร ขนาดแค่จัดระเบียบด้านหน้ามหาวิทยาลัย ที่มีร้านค้าและร้านเหล้าขึ้นเต็มไปหมด มหาวิทยาลัยยังไม่มีสิทธิเต็มที่เลย พอใช้ไม้แข็ง ชาวบ้านก็โกรธหาว่าไปไล่ที่

อยากขอแรงเป็นโต้โผฟื้นฟูชุมชนเมืองเอกให้กลับมาเข้มแข็งได้ไหมคะ

ที่จริงแล้ว ชุมชนต้องช่วยกัน กฎหมายก็มุ่งหวังให้ชุมชนดูแลกันเอง แต่ว่าเมืองไทยพอไม่มีอำนาจ มันก็คาราคาซัง ไม่มีใครสั่งใครได้ ผมก็อยากจัดระเบียบชุมชนใหม่หมด เพื่อทำให้เมืองเอกเป็นชุมชนตัวอย่าง เอาเป็นว่า ผมเสนอเป็นไอเดียเบื้องต้นแล้วกัน แต่คงต้องคุยรายละเอียดอีกเยอะ อย่างเช่น เรื่องการป้องกันน้ำท่วมก็มีข้อเสนอทางวิชาการเยอะมาก ต้องขอความเห็นชอบจากทางชุมชนร่วมมือช่วยเหลือกัน คงไม่มีใครทำให้แล้ว รัฐบาลกับเทศบาลคงไม่ทำให้แล้ว ภารกิจแรกที่ต้องเร่งทำคือ การซ่อมคันดินด้านตะวันออกและใต้ ซึ่งเป็นจุดอ่อนของชุมชน ขั้นต่อไป ผมอยากผลักดันเรื่องจัดระบบรักษาความปลอดภัยภายในชุมชน โดยเสนอให้กั้นประตูปิดทั้ง 4 ด้าน และจัดหน่วยลาดตระเวนตรวจตราความเรียบร้อย อีกเรื่องที่อยากผลักดันคือ เรื่องความสะอาด ต้องช่วยกันทุกระดับ อย่าบ่นเฉยๆ บ่นแล้วอยู่เงียบๆ ทางมหาวิทยาลัยก็ไม่มีกำลังพอ เราให้นักศึกษาออกไปรณรงค์ ก็โดนแม่ค้าด่ากลับมา ในส่วนของมหาวิทยาลัยรังสิต ถ้าจะสร้างอาคารใหม่ ก็ต้องสร้างพื้นชั้นล่างให้สูงมากกว่า 3 เมตร สำหรับอาคารเดิมคงต้องย้ายเครื่องไม้เครื่องมือขึ้นชั้นสองให้หมด มีคนแนะนำให้ก่อกำแพงสูงล้อมมหาวิทยาลัยเพื่อป้องกันน้ำท่วม แต่ผมไม่เห็นด้วย คงทำเป็นรั้วต้นไม้โปร่งๆเหมือนเดิม เพื่อให้รู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับชุมชน


จนถึงขณะนี้ คิดถูกคิดผิดคะ ที่เลือกมาตั้งมหาวิทยาลัยรังสิตในชุมชนเมืองเอก

(หัวเราะ) ตอนนั้น ผมตระเวนดูทำเลหลายที่ แต่มาถูกใจพื้นที่ตรงเมืองเอก เราอยู่ท้ายสุดของโครงการ เป็นที่ดินลึกเข้าไปข้างใน สมัยนั้นซื้อในราคาไร่ละ 3 แสนบาท เริ่มต้นซื้อแค่ 10 ไร่ ก็บุกเบิกไปพร้อมๆกับชุมชนเมืองเอก ซึ่งยังเป็นทุ่งและไม่มีอะไรเลย ผมก็ทำเรื่องผลักดันในนามของสถานการศึกษา ให้ทำทางเข้าข้างหน้าด้านถนนพหลโยธิน ซึ่งต้องมีทางข้ามคลอง และสะพานข้ามทางรถไฟ จากนั้นชุมชนหมู่บ้านค่อยๆขยายตัวขึ้นเจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว ผมอยู่กับชุมชนนี้มา 27 ปีแล้ว ผูกพันกับชาวเมืองเอกเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน

ตอนก่อตั้งมหาวิทยาลัยรังสิต ใฝ่ฝันอยากสร้างสถาบันการศึกษาแบบไหน

ก่อนทำงานการเมือง ผมคลุกคลีอยู่กับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการและพลเรือนมาหลายปี รับผิดชอบเรื่องการวางแผนกำลังคน และจัดส่งนักเรียนไทยไปเรียนต่อต่างประเทศด้วยทุนของรัฐบาล ก็เห็นมาตลอดว่า เมืองไทยขาดแคลนทรัพยากรบุคคลในหลายๆด้าน โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ, แพทย์, เทคนิคการแพทย์ และพยาบาล ก็ขาดแคลนเยอะมาก ทั้งๆที่มีความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ เด็กไทยมักจะเลือกเรียนตามๆกัน จบออกมาไม่รู้จะทำอะไร ก็คิดเรื่องนี้มาตลอดว่าอยากทำเรื่องการศึกษากับคน เมื่อมีโอกาสจึงสร้างมหาวิทยาลัยรังสิต โดยเปิดการเรียนการสอนครั้งแรกในปี 2529 ตอนนั้นมีแค่คณะพยาบาลศาสตร์ และบริหารธุรกิจ มีนักศึกษารุ่นแรกไม่ถึง 500 คน ผมอยากให้มหาวิทยาลัยรังสิตเป็นเมืองมหาวิทยาลัยจริงๆ มีหอพัก และหอสมุดพร้อมทุกอย่าง เหมือนตอนที่ผมไปเรียนอเมริกา สมัยนั้น เราเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งแรกที่มีหอพัก ผมกู้เงินมาทำมหาวิท-ยาลัย ทางแบงก์ก็ถามว่า สร้างหอพักทำไม...มันไม่ได้กำไรนะ ผมบอกว่า แทนที่จะให้เด็กเสียเวลาเดินทางวันละหลายชั่วโมง เผลอๆอาจเลี้ยวเข้าผับเข้าบาร์ ถ้าสร้างมหาวิทยาลัยเป็นแคมปัส เด็กก็จะใช้เวลาเรียนหนังสือและสันทนาการได้อย่างเต็มที่ มีเวลาสร้างชีวิตและทุ่มเทให้กับการเรียน ดึกดื่นก็เรียนหนังสือในหอสมุดได้ สมัยนั้น ผมยังสร้างแคนทีนให้เด็กๆอย่างดีเลย จัดนมให้ดื่มไม่อั้น แต่ปรากฏว่าเด็กไทยชอบกินส้มตำมากกว่า!!

...


อะไรคือจุดแข็งของมหาวิทยาลัยรังสิต

เรื่องวิชาการ ผมฝันไว้ตั้งแต่สร้างมหาวิทยาลัยว่า อยากให้เป็นมหาวิทยาลัยที่มีสาขาวิชาเปิดสอนหลากหลายที่สุด ตอนนี้ เราเปิดสอนเกือบ 90 สาขาวิชาแล้ว มีนักศึกษาปีละ 3 หมื่นกว่าคน และมีนักศึกษาจากต่างประเทศด้วย ทั้งภูฏาน, เนปาล, ประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศจีน ผมมองว่าเมืองไทยจะเจริญได้ต้องมีความพร้อมด้านวิชาการทุกสาขา ถ้าคิดว่าเป็นสาขาวิชาที่เมืองไทยต้องการ เราก็ต้องกล้าสวนกระแส อย่างเช่น คณะเทคโนโลยีชีวภาพ เราก็เป็นมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งแรกที่เปิดสอน เพราะเล็งเห็นความสำคัญของศาสตร์แขนงนี้ แล้วก็มีอีกหลายสาขาที่คิดว่าเมืองไทยต้องการ เช่น ภูมิสารสนเทศ เรียนเกี่ยวกับเรื่องดาวเทียม เพื่อวิเคราะห์เจาะลึกสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศ รวมถึงค้นหาทรัพยากรต่างๆ ผมเปิดปริญญาโทมาหลายปีแล้วก็ไม่มีคนเรียน คราวนี้เกิดวิกฤติน้ำท่วม ผมบอกเลยว่า เราขาดแคลนวิชาอุตุนิยมวิทยา ในเมืองไทยไม่มีใครรู้จริง มันต้องมีคนพยากรณ์ ทั้งลม ฝน แดด อากาศ และแผ่นดินไหว ทุกวันนี้ เกิดวิกฤติอะไรก็แก้ไขอย่างไร้เอกภาพ พวกหนึ่งจะวางบิ๊กแบ็ก อีกพวกหนึ่งก็ไปรื้อทิ้ง ยุคนี้ใครชี้เป้าได้ว่ามีทรัพยากรอยู่ตรงไหน ก็สามารถเข้าไปครอบครองได้ก่อน มันโยงไปถึงการกำหนดนโยบายต่างประเทศ พวกชาติมหาอำนาจก็ใช้ประโยชน์จากความรู้ด้านนี้ เรายังเปิดสถาบันการบินด้วย ผลิตนักบินระดับปริญญาตรี และเปิดสอนด้านวิศวกรรมเครื่องกลอากาศยาน จบไปแล้วหลายรุ่น

อายุ 73 ปีแล้ว ทำยังไงถึงมีไฟอยู่?!

ผมออกกำลังกายบ้าง แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ การได้ทำงาน ผมว่าชีวิตคนเราไม่ควรมีคำว่าเกษียณหรอก คิดว่าจะทำไปจนทำไม่ไหว แล้วค่อยๆถอยออกมา ทุกวันนี้ก็ประชุมกับพวกอาจารย์ทุกเดือนเป็นประจำ ตราบเท่าที่ยังมีเรี่ยวแรงก็อยากจะทำทุกอย่างให้ดีที่สุด เพื่อพัฒนาคุณภาพของเด็กไทย.

...