วันนี้ คอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียลโดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูนขอพาท่านแฟนานุแฟนไปเยี่ยมชมศูนย์กลางของ “ราชอาณาจักรหลิวจิ่ว” กันสักหน่อยได้ยินชื่อหลิวจิ่วกันแล้ว หลายท่านอาจจะเดาว่าอยู่ในเมืองจีน แต่ไม่ใช่ค่ะ ราชอาณาจักรนี้เป็นหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก ชื่อหลิวจิ่วนี้พบในบันทึกของจีนในสมัยราชวงศ์หมิง แต่สำหรับคนญี่ปุ่นออกเสียงเรียกราชอาณาจักรแห่งนี้ว่า“ริวกิว” ชักคุ้นกันขึ้นมาบ้างแล้วใช่ไหมคะ ราชอาณาจักรริวกิวนี้ แม้จะเคยเป็นราชอาณาจักรอิสระ แต่ในปัจจุบันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น ในชื่อว่า โอกินาวะ (Okinawa) ศูนย์กลางของโอกินาวะคือ ปราสาทซูริ (Shuri Castle) ซึ่งในอดีตเก่าก่อนเคยเป็นทั้งพระราชวังที่ประทับของกษัตริย์ เป็นศูนย์กลางการเมือง การปกครอง และการศาสนา เนื่องจากองค์กษัตริย์ได้ใช้ปราสาทแห่งนี้เป็นสถานที่ว่าราชการ และประกอบศาสนกิจด้วยปราสาทซูริถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1237 บนยอดเขาทางฟากตะวันตกของเมืองนาฮะ (Naha-shi) ซึ่งเป็นเมืองหลวง ราชอาณาจักรริวกิวนี้อยู่ห่างจากญี่ปุ่นค่อนข้างมาก คือ ต่ำลงมาจากเกาะคิวชู ซึ่งเคยเป็นดินแดนใต้สุดของญี่ปุ่นมาตั้ง 1,200 กิโลเมตร แต่ใกล้กับไต้หวันมากกว่า คือห่างกันแค่ 200 กิโลเมตร จึงไม่แปลกเท่าไหร่ที่สมัยก่อนโน้นญี่ปุ่นไม่ได้ให้ความสำคัญกับราชอาณาจักรริวกิว แต่ราชอาณาจักรริวกิวมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประเทศจีนมากกว่า โดยมีบันทึกว่าตั้งแต่ปี ค.ศ.1372 จีนและริวกิวมักจะส่งราชทูตไปมา เป็นการเจริญสัมพันธไมตรีกันอยู่เนืองๆ และเมื่อใดที่มีการผลัดแผ่นดินเปลี่ยนกษัตริย์ จีนก็จะร่วมรับรองกษัตริย์พระองค์ใหม่ของริวกิวด้วย ดังนั้น ริวกิวก็เป็นหนึ่งในรัฐบรรณาการของจีนนั่นเอง แต่จีนก็ให้สิทธิเสรีภาพในการปกครองตนเองแก่ริวกิว ปราสาทซูริมีทั้งสถาปัตยกรรมแบบจีน และแบบริวกิวผสมกัน.นอกจากจีนแล้ว มีบันทึกว่า ราชอาณาจักรริวกิวได้มีสัมพันธ์กับประเทศอื่นๆอีกมาก โดยแต่งกองเรือออกไปติดต่อ หรือทำมาค้าขาย และหนึ่งในบันทึกก็ยังได้กล่าวถึงกรุงศรีอยุธยาที่กองเรือจากริวกิวเคยมาเจริญสัมพันธไมตรีด้วย โดยผู้ที่ไปเยี่ยมชมปราสาทซูริจะเห็นภาพวาดเส้นทางการเดินเรือออกไปยังอาณาจักรอื่นๆได้อย่างชัดเจนในห้องจัดแสดงโบราณวัตถุเมื่อมองย้อนกลับไปในหน้าประวัติศาสตร์เริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ.1429 ที่โชฮาชิ (Sho Hashi) องค์ปฐมกษัตริย์ได้รวบรวมแผ่นดินแห่งนี้ สร้างเป็นราชอาณาจักรริวกิวขึ้นมา นับตั้งแต่นั้น ปราสาทซูริก็ถูกใช้เป็นทั้งที่ประทับ และเป็นศูนย์กลางการว่าราชการด้วย แต่ไม่นานซูริก็ถูกศัตรูรุกราน ปราสาทดั้งเดิมถูกทำลายลงด้วยพระเพลิงในปี ค.ศ.1453 แต่ก็ได้บูรณะขึ้นมาใหม่ และกษัตริย์พระองค์ต่อๆมาก็ยังใช้ปราสาทแห่งนี้สืบต่อมานานถึง 450 ปีการที่ปราสาทส่วนใหญ่สร้างด้วยไม้ ทำให้ปราสาทซูริถูกไฟไหม้ซ้ำในปี ค.ศ.1660 และอีกหนในปี ค.ศ.1709 แต่ก็มีการบูรณะต่อเติมมาเรื่อยๆต่อมาในปี ค.ศ.1879 อันตรงกับสมัยเมจิของญี่ปุ่น ชาวอาทิตย์อุทัยได้เข้ามารุกราน และผนวกเอาราชอาณาจักรริวกิวให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของญี่ปุ่น ทำให้ราชอาณาจักรริวกิวล่มสลายลง กลายเป็นเกาะโอกินาวะมาจนปัจจุบันในช่วงเริ่มแรกที่รัฐบาลญี่ปุ่นเข้ามาปกครองโอกินาวะ ปราสาทซูริก็กลายเป็นของรัฐบาลญี่ปุ่นไปโดยปริยาย และเนื่องจากไม่มีการทำนุบำรุง ปราสาทเก่าแก่นี้จึงเสื่อมโทรมลงทุกวัน ในปี ค.ศ.1908 ชาวเมืองคงจะทนเห็นความทรุดโทรมของปราสาทแห่งนี้ไม่ไหว จึงได้ขอซื้อปราสาทกลับคืนมาจากรัฐบาลญี่ปุ่น แต่พอซื้อมาแล้วก็ยังไม่มีเงินเพียงพอที่จะซ่อมแซม จนมาถึงปี ค.ศ.1923 ถึงได้เริ่มมีการบูรณะขึ้นอย่างจริงจังจนสวยสดงดงามเฉกเช่นวันวาน และในอีก 2 ปีต่อมา คือ ค.ศ.1925 รัฐบาลญี่ปุ่นก็ออกประกาศให้ปราสาทแห่งนี้เป็นสมบัติแห่งชาติ ลานด้านหน้ามีเส้นสีแดงตัดขาวซึ่งเป็นเครื่องหมายกำหนดตำแหน่งที่ยืนและนั่งของเหล่าข้าราชบริพาร.ทว่า ปัญหายังถาโถมเข้าใส่ปราสาทซูริอีกอย่างไม่หยุดยั้ง ในช่วงต้นปี ค.ศ.1945 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทหารของสมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่นได้ใช้ชั้นใต้ดินของปราสาทแห่งนี้เป็นศูนย์บัญชาการรบ ทำให้ปรา-สาทซูริกลายเป็นจุด ยุทธศาสตร์ เป็นเป้าหมายที่เรือรบอเมริกันระดมยิงระเบิดเข้าเป็นเวลา 3 วันเต็มๆ จนปราสาทมอดไหม้ไปอีกครั้งหนึ่ง ในช่วงที่เรียกกันว่า สมรภูมิรบโอกินาวะครั้นเมื่อสงคราม โลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ทหารอเมริกันได้เข้ามาครอบครองพื้นที่โอกินาวะ ในช่วง ค.ศ.1957-1972 ก่อนจะส่งดินแดนแห่งนี้คืนให้ญี่ปุ่น พื้นที่ปราสาทซูริจึงถูกใช้เป็นมหาวิทยาลัย ในระยะสั้นๆ จนเมื่อปี ค.ศ.1992 การบูรณะปรา-สาทซูริก็สำเร็จเรียบร้อยด้วยดี และกลายมาเป็นโบราณสถาน ในฐานะสมบัติแห่งชาติญี่ปุ่น ที่ได้เปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมได้ ก่อนที่อีกไม่นาน คือในปี ค.ศ.2000 องค์การยูเนสโกก็ได้ประกาศขึ้นทะเบียนให้หมู่โบราณสถานในหมู่เกาะริวกิวเป็นมรดกโลกลำดับที่ 11 ของญี่ปุ่น โดยปราสาทซูริก็รวมอยู่ในหมู่โบราณสถานที่ได้เป็นมรดกโลกนี้ด้วยปราสาทแห่งนี้ไม่เหมือนปราสาทอื่นๆในญี่ปุ่น เพราะได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมจีนมากกว่า ทั้งสถาปัตยกรรมภายนอก และการตบแต่งด้านใน ที่เหมือนจะเลียนแบบมาจากพระราชวังต้องห้ามในจีน ไม่ว่าจะเป็นกำแพง หรือชายคา และมีการใช้สัญลักษณ์ของกษัตริย์เหมือนกับลูกพี่ คือ มังกร ที่เฉพาะในอาคารหลักของปราสาท มีมังกรตั้งวางเด่นอยู่ถึง 33 ตัว ในขณะที่อิทธิพลด้านสถาปัตยกรรมของริวกิวเองก็ปรากฏอยู่ด้วยเช่นกัน ฐานรากปราสาทเก่าที่ยังคงรักษาเอาไว้.ปราสาทซูริถูกทำลายลงไปหลายครั้งหลายครา แม้จะมีการบูรณะขึ้นมาใหม่ก็อาจจะไม่เหมือนของโบราณเสียเลยทีเดียว แต่เหล่าผู้ทำการบูรณะก็ได้สร้างปรา-สาทใหม่นี้ขึ้นมาโดยการรื้อฟื้นข้อมูลจากบันทึกทางประวัติศาสตร์ ทั้งจากรูปภาพที่เหลืออยู่ บวกเข้ากับความทรงจำของคนเก่าแก่ เพื่อทำให้ปราสาทแห่งนี้ฟื้นคืนเหมือนวันอันเก่าก่อนที่เคยรุ่งเรืองในฐานะพระราชวังขององค์กษัตริย์ด้านหน้าอาคารหลักของปราสาทนั้นเป็นที่โล่งกว้าง แต่มีลายเส้นตรงหลายเส้นอยู่บนพื้น ซึ่งก็ไม่ใช่อะไร แต่เป็นตำแหน่งแถวที่นั่งของบรรดาข้าราชบริพารในยามที่ต้องมาเข้าเฝ้าและรับพระบรมราชโองการต่างๆจากองค์กษัตริย์ จะได้นั่งกันเป็นระเบียบเรียบร้อย และยังเป็นพื้นที่ที่ใช้ในยามที่ราชทูตจากจีนมารับรองการขึ้นครองราชย์ของพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ของราชวงศ์ริวกิวด้วย และปลายสุดของลานที่เป็นตัวปราสาทนั้น ด้านหน้ามีเสามังกรอยู่ 2 เสา อันเป็นสัญลักษณ์ของกษัตริย์ ภาพจำลองการออกว่าราชการของกษัตริย์ริวกิว.เมื่อนักท่องเที่ยวเดินผ่านลานด้านหน้าแล้ว จะต้องเดินไปตามทิศทางที่ผู้ดูแลปราสาทกำหนดเส้นทางเดินของนักท่องเที่ยวเอาไว้ นั่นคือ จะสามารถเข้าไปในอาคารโดยต้องถอดรองเท้าก่อนด่านแรกๆที่จะได้ชม คือเอกสารเก่าแก่บันทึกเรื่องราวของราชอาณาจักรริวกิว รวมทั้งพระบรมสาทิสลักษณ์ (ภาพวาด) ของกษัตริย์แต่ละพระองค์ที่เคยปกครองราชอาณาจักรนี้ ก่อนที่จะได้ชมสวนญี่ปุ่นที่ตบแต่งอย่างสวยงาม ซึ่งมองเห็นได้จากห้องพักในอาคารหลักนี้ จากนั้นก็ยังจะได้เข้าชมโบราณวัตถุต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นราชลัญจกร เครื่องใช้ราชสำนัก ฉลองพระองค์ (เสื้อผ้า) จากยุคก่อน ฯลฯส่วนที่สำคัญมากที่สุดส่วนหนึ่งของปราสาทซูริ คือ พระราชอาสน์ หรือพระที่นั่งเก้าอี้ของกษัตริย์ที่ตั้งตระหง่านอยู่ชั้น 2 พระราชอาสน์สีแดงประดับทองนี้ อาจจะคล้ายกับพระราชอาสน์ของจีนในแง่ที่เน้นสีแดงและทองเป็นหลัก แถมยังมีที่เท้าแขนเป็นรูปมังกรสีทองอร่ามเรือง แต่หากมองภาพรวมของพระที่นั่งเก้าอี้ทั้งหมด จะพบว่าค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์แบบริวกิวเอง ไม่เหมือนกับในราชสำนักไหน ด้านหน้าพระราชอาสน์ทั้งซ้ายและขวา ยังประดับด้วยเสามังกรสีทอง ด้วยรูปลักษณ์เหมือนกับเสาด้านนอกอาคารประหนึ่งย่อส่วนกันลงมาถัดจากนั้น นักท่องเที่ยวจะเห็นพื้นอาคารบางส่วนเป็นกระจกใส ซึ่งเมื่อมองลงไปด้านล่างจะเห็นฐานรากเก่าของปราสาท ซูริซึ่งอยู่ต่ำลงไปจากตัวปราสาทปัจจุบัน 70 เซนติเมตร เนื่องจากในตอนที่มาบูรณะสร้างอาคารปราสาทซูริขึ้นมาใหม่หลังจากที่เคยถูกทำลายลงไปแล้วตั้ง 4 หนนั้น เหล่าผู้บูรณะเห็นว่าควรจะคงฐานรากเดิมเอาไว้เป็นโบราณสถานเพื่อการศึกษาด้วย จึงมิได้สร้างทับจนปิดบังของเก่าไปเสียทั้งหมดภายในบริเวณปราสาทยังมีศาลเจ้าอยู่หลายหลัง แต่ในปัจจุบันไม่ได้มีการเปิดให้เข้าชมสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้แล้ว เช่นเดียวกับที่ประทับของพระราชินี และเหล่านางใน ที่ยังเป็นพื้นที่ปิดอยู่ พระราชอาสน์ มีมังกรเป็นสัญลักษณ์สำคัญ.จนถึงทุกวันนี้ ด้านนอกตัวปราสาท เหล่านักโบราณคดีก็ยังคงทำการขุดค้นเพื่อศึกษาโบราณสถานแห่งนี้อยู่ตลอดเวลา ปราสาทซูริจึงเป็นทั้งมรดกโลกที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวไปพร้อมๆกับการเป็นแหล่งขุดค้นทางโบราณคดีด้วยในขณะที่มุมมองด้านประวัติศาสตร์นั้น ชาวริวกิวดั้งเดิมเองก็ยังไม่ได้มองตัวเองว่าเป็นคนญี่ปุ่น เช่นเดียวกับที่คนญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งก็ยังมองว่าชาวริวกิวก็ไม่ใช่พวกของตัวเอง ประกอบกับการที่ถูกผนวกรวมกับญี่ปุ่นทำให้ริวกิวกลายเป็นสมรภูมิรบโอกินาวะ ก็ยังเป็นเหตุการณ์ที่มีผู้ไม่ชอบใจอยู่ แต่ไม่ว่าอย่างไร ในฐานะมรดกโลก พระราชวังซูริแห่งราชอาณาจักรริวกิว ถือเป็น อีกหนึ่งสถานที่สำคัญที่คู่ควรแก่การมาเยือน แน่นอนค่ะ.โดย : สุภาพรรณ เปล่งมณีพันธ์ทีมงานนิตยสารต่วย'ตูน