ด้านนอกของพิพิธภัณฑ์ตักศิลา.

ร่างเล็กๆ ของเด็กตัวน้อยชาวปากีสถานยืนชมพระพุทธรูปโบราณที่ประดิษฐานอยู่ในตู้จัด แสดงของ พิพิธภัณฑ์ตักศิลา อย่างสนใจใคร่รู้ ยืนยันแก่เราว่าความแตกต่างทางศาสนามิได้เป็นปราการขวางกั้นการเรียนรู้ เรื่องราวจากอดีตในดินแดนที่เคยเป็น "ตักศิลา" และต่อมาเป็น "ปากีสถาน" ในยุครัฐชาติสมัยใหม่ในกาลปัจจุบัน ซึ่งพลเมืองกว่า 90 เปอร์เซ็นต์นับถือศาสนาอิสลาม

มุมมองจากภายนอก ท่ามกลางสวนสวย พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นอาคารชั้นเดียวจากยุคเจ้าอาณานิคมอังกฤษเคยปกครอง ไม่คาดคิดว่าภายในตัวอาคารจะเป็นที่เก็บรักษาโบราณวัตถุทางพุทธศาสนาไว้ได้ มากมายและส่วนใหญ่อยู่ในสภาพดี



เมื่อเข้าไปภายในอาคาร ยืนอยู่ตรงโถงห้องกลางตรงกับประตูทางเข้า-ออก นั่นเป็นที่จัดแสดงแบบจำลองเมืองตักศิลาโบราณ ให้พอเห็นคร่าวๆ ว่าหน้าตาของเมืองกว้างใหญ่และมีภูมิสัณฐานประมาณไหน ในส่วนนี้ยังจัดแสดง พระพุทธรูป พระโพธิสัตว์ และภาพแกะสลักเรื่องราวชาดก รวมถึง พุทธประวัติ อีกด้วย ภาพแกะสลักเหล่านั้นล้วนแล้วแต่สลักลงบนหินสีดำ เรียกว่าหินชิสท์ (Schist)

งานชิ้นเอกที่นำมาตั้งอย่างโดดเด่นเป็นสง่าตรงโถงกลางนั่น คือ สถูปโมห์-ราโมราดู อันเป็นสถูปขนาดเล็กจากห้องหนึ่งในสังฆารามโมห์ราโมราดู จัดเป็นหลักฐานที่แสดงถึงลักษณะสำคัญของการศึกษารูปแบบสถาปัตยกรรมสถูปใน ศิลปะคันธาระ เนื่องจากอยู่ในสภาพที่มีองค์ประกอบครบถ้วนสมบูรณ์ ทำให้เห็นว่าสถูปสมัยก่อนมีรูปทรงอย่างไร
ส่วนห้องโถงด้านซ้ายและด้านขวา ก็แลละลานตา เต็มไปด้วยโบราณวัตถุนานาชนิดน้อยใหญ่นับพันชิ้น ลักษณะแตกต่างกันไปต่างยุคต่างสมัย พิพิธภัณฑ์โบราณคดีตักศิลา สะท้อนถึงความรุ่มรวยอารยธรรมของเมืองโบราณแห่งนี้ด้วยการจัดแสดงวัตถุทาง วัฒนธรรมที่ครอบคลุมช่วงเวลาตั้งแต่สมัยก่อนคริสตกาลจนถึงประมาณคริสต์ ศตวรรษที่ 6 (หรือในราวพุทธศตวรรษที่ 10-11)

...



สำหรับ พุทธศาสนิกชนแล้ว พระพุทธรูปปูนปั้นประดับเป็นแถวยาวตลอดโถงด้านซ้าย ซึ่งได้มาระหว่างการขุดค้นจากสถานที่ต่างๆในตักศิลา สร้างความตื่นตาตื่นใจให้เดินพิศเดินชมได้อย่างไม่รู้เบื่อ เพราะที่นี่เป็นแหล่งรวมศิลปะคันธาระชั้นเลิศในสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ แม้บางท่านจะเห็นว่าหลายส่วนที่งดงามกว่านี้ได้เดินทางไปอยู่ตามพิพิธภัณฑ์ ในต่างประเทศแล้วก็ตามที

ข้าวของเครื่องใช้สมัยโบราณจากต่างยุคที่นำ มาแสดงในพิพิธภัณฑ์ส่วนมากพบระหว่างการขุดค้นในสมัยที่อังกฤษเป็นเจ้า อาณานิคมในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 รวมถึงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ตักศิลาเองก็เกิดขึ้นในยุคนั้น อันต้องยกเครดิตให้แก่ เซอร์จอห์น มาร์แชล นักโบราณคดีชาวอังกฤษ ผู้ได้รับยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งคันธารราษฎร์คดี มีส่วนอย่างสำคัญในการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ที่เปิดในปี พ.ศ.2471



นอกจาก สิ่งของชิ้นใหญ่ๆ ที่มีให้ชมในห้องโถงดังว่าแล้ว ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังมีห้องเล็กๆ จัดเก็บสิ่งของมีค่า ประเภทเครื่องประดับ เครื่อง ทองโบราณ ที่มีความงดงามน่าชมอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย แต่ โดยปกติแล้วห้องนี้จะปิด เปิดให้ชมเฉพาะเวลาที่มีแขกพิเศษ อย่างคราวที่ คณะ ผู้แทนองค์การพุทธศาสนิก สัมพันธ์แห่งโลก (พ.ส.ล.) พร้อมด้วยพระภิกษุจากวัดบวรนิเวศวิหาร เดินทาง ไปเยี่ยมก็ได้รับเกียรติให้ชม ห้องนี้ด้วย

พ้นไปจากวัตถุทางวัฒนธรรม ที่จัดแสดงแล้ว สิ่งหนึ่งที่ไม่พึงละเลย ต้องเอ่ยถึงก็คือความสนใจของชนชาวปากีสถานที่มีต่อเรื่องราวอารยธรรมในอดีต ที่แม้ในปัจจุบันจะอยู่กันคนละความเชื่อทางศาสนา แต่ว่าได้เก็บรักษาสิ่งของโบราณเหล่านั้นไว้ได้อย่างดี เพราะเหตุว่าเป็นสมบัติของมวลมนุษยชาติ ที่มาก่อนความเป็นชาติ ซึ่งเกิดขึ้นในภายหลัง

...



น่า เสียดายว่าช่วงไม่ กี่ปีหลังเหตุการณ์ 9 กันยายน 2544 กับเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในหลายท้องที่ ส่งผลให้นักท่องเที่ยว ต่างชาติเข้ามาชมสมบัติ ของมวลมนุษยชาติที่อยู่ในปากีสถานน้อยลง



อย่างไรก็ตาม จากทัศนะของผู้ที่ร่วมเดินทางไปชมโบราณสถานและมรดกทางวัฒนธรรมในคราวนี้ พระธรรมวราจารย์ พระผู้ใหญ่จากวัดบวรนิเวศวิหาร แสดงความคิดเห็นถึงความเป็นไปได้ในการที่ชาวพุทธจะไปท่องเที่ยวในแถบนั้น บ้างว่า

"แม้จะมีเหตุการณ์อะไรต่างๆก็ไม่น่ากลัว เพราะฉะนั้นระหว่างไทยกับปากีสถานน่าจะมีทัวร์เพิ่มขึ้น เป็นสิ่งที่พุทธศาสนิกชนควรได้มาชม โดยต้องให้คนไทยเข้าใจสถานการณ์ของประเทศนี้ให้เข้าใจความจริง"

...



แต่ เราจะรับรู้ "ความจริง" ได้อย่างไร ถ้าไม่ได้ไปเห็น และรับรู้ผ่านสายตาด้วยตัวเอง.

++ โฟกัส ++


พุทธศาสนาในปากีสถาน


หลัก ฐานทางโบราณคดีบ่งบอกว่าพื้นที่ซึ่งเป็นปากีสถานทุกวันนี้ เคยเป็นดินแดนที่ศาสนาพุทธเคยรุ่งเรืองเมื่อครั้งยังเป็น "อินเดียโบราณ" แต่ปัจจุบันประชากรกว่า 90 เปอร์เซ็นต์เป็นอิสลามิกชน ผู้ที่นับถือศาสนาอื่นจึงจัดอยู่ในส่วนของชนกลุ่มน้อยไป พุทธศาสนิกชนก็อยู่ในกลุ่มหลังนี้

พัลลภ ไทยอารีย์ เลขาธิการองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พ.ส.ล.) กล่าวถึงการเดินทางไปเยือนปากีสถานเมื่อช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมาว่า แม้ โปรแกรมส่วนใหญ่จะเป็นการไปเยือนตามแหล่งพุทธสถานโบราณคดีที่หลงเหลืออยู่ แต่สิ่งหนึ่งที่เราได้พบในครั้งนี้ก็คือ ทางการปากีสถานเองได้ให้ความยอมรับกับผู้ที่นับถือศาสนาอื่นเป็นอย่างดี รวมถึงการมีสมาคมชาวพุทธของที่นี่ด้วย

"ผมเชื่อว่าโอกาสในการสอดแทรก พุทธศาสนาในผืนแผ่นดินนี้มีมาก เนื่องจากมีวัฒนธรรมอยู่แล้ว มีที่มา เหมือนอย่างเราพูดถึงเอาพุทธศาสนากลับไปอินเดีย มันมีที่มามันง่ายเพราะเราไม่ได้คอนเวิร์ท (ให้เปลี่ยนศาสนา) แต่เอาของกลับไปสู่ดินแดนเดิม เราพยายามอยู่ในบทบาทที่จะไม่คอนเวิร์ท แต่ให้เรียนรู้วิธีคิดซึ่งกันและกัน" เลขาธิการ พ.ส.ล. กล่าวกับบอกด้วยว่า

นอกจาก นี้ ในอนาคตยังจะได้มีความร่วมมือในการส่งเสริมเรื่องแหล่งวัฒนธรรมต่อไป โดยจะมีการประสานงานให้นำชุดนิทรรศการคันธาระ ซึ่งรวบรวมโบราณวัตถุชิ้นเอกจากยุคคันธาระมาจัดแสดงที่กรุงเทพฯ ในปีหน้า ทั้งมีความตั้งใจว่าจะกราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเยือนตักศิลาอีกด้วย.

...