มันสำปะหลังของรามาดานี จูมา กำลังตายเพราะอะไรบางอย่าง “สงสัยได้น้ำมากเกินไปมั้งครับ” เขาบอกพลางเอานิ้ว แตะกลุ่มใบเหี่ยวแห้งสีเหลืองบนต้นสูงสองเมตร “หรือไม่ก็แดดจัดเกินไป” จูมาปลูกมันสำปะหลังในที่ดินแปลงเล็กๆ ขนาดไม่ถึงสามไร่ใกล้เมืองบากาโมโยริมชายฝั่งมหาสมุทรอินเดีย ห่างจากเมืองดาร์เอสซาลามของแทนซาเนียไปทางเหนือราว 60 กิโลเมตร เช้าฉ่ำฝนวันหนึ่งในเดือนมีนาคม เขาคุยกับเดโอกราเทียส มาร์ก เจ้าหน้าที่เทคนิควัย 28 ปีจากสถาบันวิจัยเกษตรมีโกเชนี มาร์กบอกจูมาว่า ปัญหาของเขาไม่ใช่ทั้งแดดและน้ำ แต่มาจากตัวการที่เล็กจนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า นั่นคือไวรัส

มาร์กอธิบายว่า แมลงหวี่ขาวขนาดเท่าหัวเข็มหมุดเป็นพาหะแพร่เชื้อไวรัสสองชนิด ชนิดหนึ่งทำลายใบมันสำปะหลัง ส่วนอีกชนิดที่เรียกว่า ไวรัสริ้วสีน้ำตาล ทำลายส่วนรากหรือหัวมันที่กินได้นั่นเอง หายนะอย่างหลังมักไม่มีใครรู้จนล่วงเข้าฤดูเก็บเกี่ยว

จูมาต้องเก็บเกี่ยวก่อนกำหนดหนึ่งเดือนเพื่อให้มีผลผลิตพอขายและไว้กินในครอบครัว ผมถามว่า มันสำปะหลังสำคัญต่อเขาแค่ไหน

“มีโฮโก นี คีลา คีตู” เขาตอบเป็นภาษาสวาฮิลี “มันสำปะหลังเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของเราครับ”

ชาวแทนซาเนียส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อย หรือเกษตรกรเพื่อยังชีพ (subsistence farmer) ในทวีปแอฟริกา ครัวเรือนขนาดเล็กเหล่านี้เป็นผู้ปลูกพืชผลกว่าร้อยละ 90 และมันสำปะหลังก็เป็นอาหารหลักของคนกว่า 250 ล้านคน

...

องค์การสหประชาชาติคาดการณ์ว่า เมื่อถึงปี 2050 ประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นกว่าสองพันล้านคน โดยครึ่งหนึ่งอยู่ในภูมิภาคซับสะฮาราของแอฟริกา อีกร้อยละ 30 อยู่ในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภูมิภาคเหล่านี้ยังเป็นพื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิสภาพอากาศ เช่น ความแห้งแล้ง คลื่นความร้อน และสภาพอากาศรุนแรงสุดขั้ว หนักหนาสาหัสที่สุดด้วย เมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) ออกโรงเตือนว่า ปริมาณอาหารโลกเริ่มเข้าสู่ขีดอันตรายแล้ว “ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา อัตราการเติบโตของผลผลิต โดยเฉพาะข้าว ข้าวสาลี และข้าวโพด ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด” ไมเคิล อ็อปเพนไฮเมอร์ นักภูมิอากาศวิทยาจากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน และผู้ร่วมเขียนรายงานของไอพีซีซี บอก “ผลผลิตในบางพื้นที่ไม่ขยับขึ้นเลยครับ โดยส่วนตัวผมมองว่า การล่มสลายของระบบผลิตอาหารคือภัยคุกคาม ใหญ่หลวงที่สุดที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ"

ย้อนหลังไป 50 ปีก่อน หายนะเรื่องอาหารเคยอยู่ไม่ไกล ในการประชุมเรื่องวิกฤติอาหารโลกที่มูลนิธิฟอร์ดเมื่อ ปี 1959 นักเศรษฐศาสตร์คนหนึ่งกล่าวไว้ว่า “อย่างดีที่สุด แนวโน้มในช่วงหลายสิบปีข้างหน้าดูหนักหนาสาหัส อย่างร้ายที่สุดคงต้องบอกว่าน่าพรั่นพรึง”

ทว่าการปฏิวัติเขียว (Green Revolution) ได้กอบกู้สถานการณ์ด้วยการพลิกโฉมการเกษตรโลกโดยเฉพาะการปลูกข้าวสาลีและข้าว ก่อนที่ภาพอันน่าพรั่นพรึงเหล่านั้นจะเกิดขึ้นจริง นอร์แมน บอร์ล็อก นักชีววิทยาชาวอเมริกัน ใช้การปรับปรุงพันธุ์แบบคัดสายพันธุ์ (selective breeding) พัฒนาข้าวสาลีพันธุ์เตี้ย ซึ่งนำพลังงานส่วนใหญ่ไปสร้างเมล็ดที่กินได้ แทนที่จะไปทุ่มเทให้กับการสร้างลำต้นสูงยาวที่กินไม่ได้ ผลที่ตามมาคือผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น อีกด้านหนึ่ง งานลักษณะเดียวกันของสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (International Rice Research Institute: IRRI) ในฟิลิปปินส์ ก็ช่วยเพิ่มผลผลิตของธัญพืชที่เลี้ยงผู้คนอีกเกือบครึ่งโลก


ในช่วงทศวรรษ 1960 ถึง 1990 ผลผลิตข้าวและข้าวสาลีในเอเชียสูงขึ้นเป็นสองเท่า แม้ประชากรของเอเชียจะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 60 ธัญพืชก็ยังราคาตก เฉลี่ยแล้วคนเอเชียบริโภคอาหารเพิ่มขึ้นเกือบหนึ่งในสาม และอัตราความยากจนก็ลดลงครึ่งหนึ่ง

การจะทำเช่นนั้นได้ต่อไปนับตั้งแต่บัดนี้จนถึงปี 2050 เราจำเป็นต้องมีการปฏิวัติเขียวอีกครั้ง โดยมีแนวปฏิบัติ หรือวิสัยทัศน์ที่ขับเคี่ยวกันสองแนวทาง หนึ่งในนั้นคือการใช้เทคโนโลยีชั้นสูงที่เน้นการปรับปรุงพันธุ์พืชให้มีคุณสมบัติดียิ่งขึ้น ซึ่งเป็นการสานต่องานที่บอร์ล็อกเริ่มไว้โดยใช้เทคนิคด้านพันธุกรรมสมัยใหม่

เทคโนโลยีที่โดดเด่นและเป็นที่รู้จักมากที่สุดของแนวทางนี้ คือพืชดัดแปรพันธุกรรม (genetically modified crop) หรือพืชจีเอ็ม นับตั้งแต่การเปิดตัวในทศวรรษ 1990 มี 28 ประเทศ นำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในการเพาะปลูกบนพื้นที่ที่สามารถเพาะปลูกได้ร้อยละ 11 ของโลก ในจำนวนนี้รวมถึงพื้นที่เพาะปลูกครึ่งหนึ่งของสหรัฐฯ ข้าวโพด ฝ้าย และถั่วเหลือง ราวร้อยละ 90 ที่ปลูกในสหรัฐฯ เป็นพืชดัดแปรพันธุกรรม คนอเมริกันบริโภคอาหารจีเอ็มมาเกือบยี่สิบปีแล้ว แต่ในยุโรปและประเทศส่วนใหญ่ในแอฟริกา ข้อถกเถียงเรื่องความปลอดภัยและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของพืชจีเอ็มทำให้การเพาะปลูกอยู่ในวงที่จำกัดมาก

ผู้คนในแอฟริกากลัวพืชจีเอ็มเช่นเดียวกับภูมิภาคอื่นๆ ของโลก แม้จะมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนความวิตกกังวลดังกล่าวเพียงน้อยนิด แต่กลับมีข้อโต้แย้งที่ฟังขึ้นมากกว่าว่า พืชที่ปรับปรุงพันธุ์ด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงไม่ใช่ยาแก้สารพัดโรค และอาจไม่ใช่สิ่งที่เกษตรกรแอฟริกันต้องการมากที่สุด

ในแทนซาเนียยังไม่มีพืชจีเอ็ม แต่เกษตรกรบางรายกำลังเรียนรู้ว่า วิธีแก้ปัญหาง่ายๆ อย่างการใช้เทคโนโลยีดั้งเดิม เช่น การปลูกพืชหลากหลาย เป็นการกำจัดศัตรูพืชที่ดีที่สุดวิธีหนึ่ง ปัจจุบันแทนซาเนียมีเกษตรกรอินทรีย์ที่ได้รับการรับรองมากเป็นอันดับสี่ของโลก ซึ่งต้องยกความดีความชอบส่วนหนึ่งให้หญิงสาวนาม เจเน็ต มาโร

เมื่อปี 2009 ขณะเป็นนักศึกษาปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยเกษตรโซโคอีเนในเมืองโมโรโกโร มาโรช่วยก่อตั้งองค์กรไม่แสวงหากำไรชื่อ เกษตรยั่งยืนแทนซาเนีย หรือแซต (Sustainable Agriculture Tanzania: SAT) นับแต่นั้นมา เธอกับทีมงานเล็กๆ ได้สอนวิถีเกษตรอินทรีย์ให้เกษตรกรในท้องถิ่น

...

เมื่อผมถามมาโรว่า เมล็ดพันธุ์ดัดแปรพันธุกรรมอาจช่วยเกษตรกรเหล่านี้ได้ไหม เธอดูคลางแคลง “ไม่น่าเป็นจริงได้นะคะ” เธอว่า พวกเขาจะซื้อเมล็ดพันธุ์พวกนั้นได้อย่างไรในเมื่อไม่มีเงินจะซื้อปุ๋ยด้วยซ้ำ เธอย้อนถามว่า ในประเทศที่มีเกษตรกรไม่กี่คนเคยได้พบเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาด้านการเกษตรจากภาครัฐ หรือมีความรู้เรื่องโรคที่คุกคามพืชผลของตนเอง มีความเป็นไปได้สักแค่ไหนที่พวกเขาจะได้รับการสนับสนุนในการปลูกพืชจีเอ็มอย่างถูกวิธี

ผมครุ่นคิดขณะเดินทางออกจากแทนซาเนียว่า การถ่ายทอดองค์ความรู้จากองค์กรอย่างแซต หรือไออาร์อาร์ไอไปสู่เกษตรกรอย่างจูมา ไม่ใช่เรื่องของการเลือกระหว่างการใช้เทคโนโลยีชั้นสูงกับเทคโนโลยีพื้นบ้าน อินทรีย์หรือจีเอ็ม อย่างใดอย่างหนึ่งไปตลอด มีแนวทางมากกว่าหนึ่งแนวทางในการเพิ่มผลผลิตหรือกำจัดแมลงหวี่ขาว มาร์ก เอดจ์ ผู้บริหาร มอนซานโต้ บรรษัทเคมีภัณฑ์ทางการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ บอกว่า “เกษตรอินทรีย์อาจเป็นวิธีที่ใช้ได้ผลใน บางพื้นที่ เราไม่คิดว่าพืชจีเอ็มจะเป็นวิธีแก้ปัญหาทั้งหมดในแอฟริกาได้หรอกครับ” ส่วนโรเบิร์ต ซีกเลอร์ แห่งสถาบัน ไออาร์อาร์ไอบอกว่า นับตั้งแต่การปฏิวัติเขียวครั้งแรก นิเวศวิทยาก็ก้าวหน้าไปพร้อมกับพันธุศาสตร์ ไออาร์อาร์ไอกำลังใช้ความก้าวหน้าเหล่านั้นเช่นกัน

...

เรื่อง ทิม ฟอลเจอร์ ภาพถ่าย เกรก คัตเลอร์