แม้จะเป็นมะเร็งที่พบไม่บ่อย แต่กลับเป็นมะเร็งที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงเป็นอันดับ 8 ของโลก มะเร็งที่ว่านั้นก็คือ “มะเร็งตับอ่อน”สาเหตุสำคัญที่ทำให้อัตราการเสียชีวิตสูงเป็นลำดับต้นๆ ก็เพราะส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักจะมาพบแพทย์เมื่อมะเร็งลุกลามในระยะท้ายๆแล้ว โดยก้อนมะเร็งที่ตรวจพบมักมีขนาดใหญ่หรือมีการแพร่กระจายแล้ว ส่งผลให้ผู้ป่วย 80-85% อยู่ในระยะที่ไม่สามารถผ่าตัดก้อนมะเร็งออกได้ และมักจะเสียชีวิตภายใน 1 เดือน-1 ปี สาเหตุของมะเร็งตับอ่อนยังไม่มีรายงานที่ชัดเจน แต่พบว่าคนสูบบุหรี่มีความเสี่ยงมากกว่าคนไม่สูบบุหรี่ประมาณ 1.6-3.1 เท่า, การบริโภคอาหารที่มีไขมันสัตว์ในปริมาณที่สูง, การสัมผัสสาร DDT หรืออนุพันธ์ของปิโตรเลียมทำให้มีโอกาสเสี่ยงมากขึ้น, โรคเบาหวาน, ตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง หรือความผิดปกติทางพันธุกรรมอาจมีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งตับอ่อนได้แต่ไม่มากนัก“ตับอ่อน” เป็นอวัยวะในระบบย่อยอาหาร ที่ตำแหน่งอยู่ลึกเข้าไปบริเวณหลังกระเพาะอาหาร เเละอยู่ด้านหน้ากระดูกสันหลังกลางลำตัว บริเวณส่วนหัวตับอ่อนถูกล้อมด้วยส่วนโค้งของลำไส้เล็กตอนต้น อยู่กลางช่องท้องบริเวณลิ้นปี่เเละทอดยาวไปทางซ้ายโดยส่วนปลายหางของตับ อ่อนไปติดชิดกับม้าม ทำหน้าที่สร้างน้ำย่อยสำหรับการย่อยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน เพื่อใช้ในการดูดซึมในลำไส้เล็ก อีกทั้งตับอ่อนยังสร้างอินซูลินเพื่อนำมาใช้ในการควบคุมระดับน้ำตาล ซึ่งเมื่อตับอ่อนทำงานผิดปกติก็จะทำให้การย่อยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมันในลำไส้เล็ก และการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดมีความผิดปกติตามไปด้วย การวินิจฉัยมะเร็งชนิดนี้ค่อนข้างยาก และเมื่อเป็นมะเร็งตับอ่อนในระยะแรกก็มักไม่มีการแสดงอาการบ่งชี้ที่ชัดเจน จึงมักตรวจพบเมื่อมะเร็งตับอ่อนอยู่ในระยะลุกลาม ไม่สามารถผ่าตัดให้หายขาดได้พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง 90% มักพบในผู้ป่วยอายุมากกว่า 55 ปี อาการบ่งชี้ของมะเร็งตับอ่อนมีตั้งแต่เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ ปวดท้องบริเวณลิ้นปี่ หรือใต้ชายโครงซ้าย มักจะมีอาการปวดร้าวทะลุไปด้านหลัง ตาเหลือง ตัวเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระสีซีด การตรวจวินิจฉัยได้ในระยะแรกจะช่วยเพิ่มอัตราการอยู่รอดชีวิตของผู้ป่วยได้ แต่ก็เป็นเรื่องค่อนข้างยาก เนื่องจากผู้ป่วยในระยะเริ่มต้นมักมีอาการไม่ชัดเจน ประกอบกับแพทย์ผู้ดูแลเบื้องต้นอาจไม่ได้นึกถึง ทำให้ไม่ได้ส่งตรวจเพิ่มเติม ส่วนการตรวจเพิ่มเติมที่ทำเป็นปกติ คือ การตรวจอัลตราซาวด์หน้าท้อง การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT-Scan) หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ที่บางครั้งรอยโรคขนาดเล็กอาจตรวจไม่พบ รวมทั้งไม่สามารถเอาชิ้นเนื้อออกมาตรวจได้ในเวลาเดียวกันมะเร็งตับอ่อนได้ชื่อว่าเป็นราชาของมะเร็ง เนื่องจากส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยมักเสียชีวิตภายในระยะเวลาไม่นาน ผู้ป่วยเพียง 5-22% เท่านั้นที่ก้อนมะเร็งอยู่ในระยะที่ผ่าตัดได้ และเป็นมะเร็งที่มี “อาการปวด” มากที่สุดเมื่อเทียบกับมะเร็งชนิดอื่นๆ เนื่องจาก ก้อนมะเร็งที่ส่วนหัวของตับอ่อนจะเข้าไปกดทางเดินน้ำดี และเส้นประสาทที่เลี้ยงบริเวณตับอ่อน หากก้อนมะเร็งลุกลามมาบริเวณปมประสาทนี้ จะทำให้เกิดอาการปวดแบบ sharp pain ร้าวไปที่หลัง โดยอาการปวดท้องของผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อน เป็นอาการปวดที่เหมือนถูกมีดแทงบริเวณลิ้นปี่และปวดร้าวไปข้างหลัง การรักษาโรคมะเร็งชนิดนี้ มีหลายวิธี เช่น การผ่าตัด การฉายรังสี ให้ยาเคมีบำบัด และการใส่ท่อระบายน้ำดีผ่านหน้าท้อง หรือผ่านทางการส่องกล้อง ซึ่งหากตรวจพบได้เร็ว โอกาสในการหายขาดก็สูงขึ้น แต่ส่วนใหญ่มักพบในระยะลุกลามทั้งสิ้น การรอดชีวิตโดยเฉลี่ยจึงมีเพียง 3-6 เดือนเท่านั้น การป้องกันมะเร็งตับอ่อนทำได้โดยการตรวจร่างกายสม่ำเสมอ หากพบอาการผิดปกติ จะได้รีบทำการรักษา ซึ่งถ้ารักษาได้เร็วโอกาสหายก็มีสูงขึ้น.