การบริหารข้อต่อและกล้ามเนื้อ
ควรจัดให้มีการพับ เหยียด หุบและกางมือ แขน ขาให้ผู้ป่วยทุกวัน อย่างน้อยวันละ 3 เวลา โดยทำท่าละประมาณ 10-15 ครั้ง เพื่อลดการเกิดข้อยึดติดตามข้อต่อของกระดูกส่วนต่างๆ ของร่างกาย ในผู้ป่วยบางรายสามารถขยับแขน ขาเองได้บ้าง ผู้ดูแลควรเพิ่มให้มีการบริหารกล้ามเนื้อร่วมด้วย โดยการกระตุ้นให้ผู้ป่วยขยับแขน ขาเอง ญาติหรือผู้ดูแลควรประคองแขน ขาให้กับผู้ป่วย เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุพลัดตกหกล้ม
การช่วยเหลือในการรับประทานอาหารและน้ำดื่ม
ผู้ป่วยที่แพทย์ได้พิจารณาแล้วว่าสามารถกินอาหารทางปากเองได้ ญาติหรือผู้ดูแลควรช่วยจัดท่านั่งหรือยกศีรษะสูงให้กับผู้ป่วย จัดเตรียมอาหารให้อยู่ในระดับสายตาของผู้ป่วย อาหารที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่เพิ่งเริ่มฝึกกลืน ควรเป็นอาหารข้น หนืด ไม่เหลว เหมาะต่อการเคี้ยว เช่น โจ๊กปั่น ข้าวบด เป็นต้น หลังรับประทานอาหารเสร็จแล้ว ควรให้ผู้ป่วยนั่งหรือนอนในท่าศีรษะสูงอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง
การดื่มน้ำ ผู้ป่วยบางคนมีอาการไอ สำลักได้ง่าย เมื่อให้มีการดื่มน้ำ จึงควรระมัดระวังด้วยการป้อนน้ำด้วยช้อนชาเล็กๆ เข้าไปในกระพุ้งแก้มข้างที่ไม่เป็นอัมพาต
ถ้าผู้ป่วยมีความผิดปกติเกี่ยวกับการกลืน แพทย์จะพิจารณาให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารเหลวผ่านทางสายยางในระยะแรก แต่เมื่อระบบการกลืนดีขึ้น แพทย์อาจพิจารณาให้รับประทานอาหารทางปากเหมือนเดิม การให้อาหารทางสายยางสามารถให้ผ่านทางจมูกลงสู่กระเพาะหรือให้ผ่านทางหน้าท้องลงสู่กระเพาะ ขึ้นกับข้อบ่งชี้ในแต่ละรายโดยแพทย์ผู้รักษาจะประเมินเป็นรายๆ ไป
การให้อาหารเหลวทางสายยาง
การเตรียมอุปกรณ์ ดังนี้
1. กระบอกให้อาหาร ขนาด 50 ซีซี ควรใส่ในภาชนะที่มีฝาปิด เพื่อความสะอาด
2. อาหารเหลว ซึ่งอาจจะเป็นนมทางการแพทย์ หรืออาหารปั่นผสม ซึ่งญาติผู้ดูแลจะได้รับการสอนวิธีการทำอาหารปั่นจากหน่วยโภชนาการ ให้ลอยในน้ำอุ่น เพื่อลดความหนืดของอาหาร (ถ้าจำเป็นต้องเก็บรักษาด้วยการแช่แข็งให้นำอาหารมาวางในอุณหภูมิห้อง เพื่อให้น้ำแข็งละลายก่อนนำไปใช้)
3. น้ำดื่มสะอาด 1 แก้ว หรือประมาณ 50-100 ซีซี
4. ถุงใส่อาหาร พร้อมสายต่อ กรณีไม่ใช้กระบอกในการให้อาหาร
...
ขั้นตอนการให้อาหารทางสายยาง
1. ตรวจสอบก่อนให้อาหารเหลว
กรณีที่ใส่สายยางผ่านทางจมูกลงสู่กระเพาะ ควรตรวจสอบให้แน่ใจก่อนให้อาหารเหลวทุกครั้งว่า สายยางด้านหนึ่งนั้นอยู่บริเวณจมูกและปลายสายยางอีกด้านหนึ่งนั้นยังคงอยู่ในกระเพาะ เพื่อป้องกันปัญหาสำลักอาหารที่ไหลลงสู่ปอด เป็นปอดบวม ด้วยการเสียบกระบอกให้อาหารที่สวมลูกสูบเรียบร้อยแล้วต่อเข้ากับสายยางและดึงดูดลูกสูบออกมาช้าๆ
ถ้ามีอาหารหรือน้ำย่อยไหลออกมาทางสายยาง แสดงว่าปลายสายยางอยู่ในกระเพาะให้ดูดออกมาเรื่อยๆ ถ้ามีอาหารออกมาเกิน 50-100 ซีซี แสดงว่ามีอาหารอยู่ในกระเพาะมากเกินไป ควรดันอาหารที่ย่อยแล้วนั้นกลับคืนเข้าไปในกระเพาะอย่างช้าๆ และเลื่อนเวลาออกไป 30 นาที หรือครึ่งชั่วโมง จากนั้นทดสอบอีกครั้ง ถ้ามีอาหารเหลือไม่ถึง 50 ซีซี จะสามารถให้อาหารมื้อนั้นได้
ถ้าไม่มีอาหารหรือน้ำย่อยออกมาทางสายยางเลย แสดงว่าปลายสายยางอาจจะไม่อยู่ในกระเพาะ อาจจะหักพับอยู่ในหลอดอาหารเหนือกระเพาะ หรือสายยังคงอยู่ในกระเพาะ แต่ผู้ป่วยมีกระเพาะว่างอยู่ ให้ทดสอบอีกครั้งด้วยการใช้กระบอกดูดอาอาศประมาณ 20 ซีซี ต่อเข้ากับสายยาง แล้วผู้ดูแลแนบหูของตนเองเข้ากับท้องด้านซ้ายของผู้ป่วย จากนั้น ดันลมเข้าไปในท้องของผู้ป่วย ถ้าได้ยินเสียงลมแสดงว่า สายยางอยู่ในกระเพาะและท้องว่าง สามารถให้อาหารได้ ถ้าไม่ได้ยินเสียงลมแสดงว่า ปลายสายยางอาจจะไม่อยู่ในกระเพาะ ให้ถอดสายยางออกแล้วใส่ใหม่ หรือปรึกษาพยาบาล/แพทย์
กรณีที่ใส่สายยางผ่านทางหน้าท้องลงสู่กระเพาะ ควรตรวจสอบว่า มีอาหารหรือน้ำย่อยออกมาเกิน 50-100 ซีซีหรือไม่ ถ้ามีอาหารออกมาเกิน 50-100 ซีซี แสดงว่า มีอาหารอยู่ในกระเพาะมากเกินไป ควรดันอาหารที่ย่อยแล้วนั้นกลับคืนเข้าไปในกระเพาะอย่างช้าๆ แล้วเลื่อนเวลาออกไป 30 นาที หรือครึ่งชั่วโมง จากนั้นทดสอบอีกครั้ง ถ้ามีอาหารเหลือไม่ถึง 50 ซีซี จะสามารถให้อาหารมื้อนั้นได้
2. จัดให้ผู้ป่วยนอนศีรษะสูง ประมาณ 30 องศาหรือใช้หมอน 2 ใบ หนุนบริเวณไหล่จนถึงศีรษะ หรือให้ผู้ป่วยนั่งหรือนอนศีรษะสูงต่ออีกประมาณ 30 นาที-1 ชั่วโมง
3. กรณีใช้อาหารเหลวที่บรรจุในถุงใส่อาหาร ต่อสายให้อาหารเข้ากับถุงใส่อาหาร ปล่อยให้อาหารไหลเข้าไปในสายเพื่อไล่อากาศภายในสายให้หมด แล้วจึงต่อสายเข้ากับปลายสายยางที่ตัวผู้ป่วย เปิดให้อาหารไหลต่อไปอย่างช้าๆ
กรณีใช้กระบอกให้อาหารต่อกระบอกให้อาหารที่ไม่มีลูกสูบเข้ากับปลายสายยางที่ตัวผู้ป่วย เทอาหารใส่กระบอกและยกกระบอกขึ้น ให้อาหารไหลเข้าไปในสายอย่างช้าๆ เติมอาหารอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรให้มีอากาศเข้าไปในสาย
4. ไม่ควรให้อาหารไหลเร็ว อาจจะทำให้ผู้ป่วยคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องหรือท้องเสีย ควรใช้เวลาในการให้อาหารทั้งหมดอย่างน้อย 15 นาที
5. เมื่ออาหารใกล้หมดให้เติมน้ำทางกระบอกให้อาหาร ไม่ควรมีเศษอาหารติดตามสาย จะเกิดการบูดเน่า ผู้ป่วยจะมีอาการท้องเสียได้ โดยการให้น้ำเพิ่ม เพื่อให้สายยางสะอาด จากนั้นพับและปิดจุกที่ปลายยางให้เรียบร้อย
การให้ยาทางสายยางให้อาหาร ควรให้ยาทางกระบอกให้อาหาร ไม่ควรให้ยาทางภาชนะชนิดแขวนเพราะจะทำให้ยาติดภาชนะ และผู้ป่วยจะไม่ได้รับยาตามขนาดที่แพทย์กำหนด
...
การดูแลผู้ป่วยที่มีสายยางที่ใส่ผ่านจมูกลงสู่กระเพาะ
ควรเปลี่ยนผ้าปลาสเตอร์และตำแหน่งที่ติดบริเวณจมูกของผู้ป่วยทุก 1-2 วัน เช็ดปีกจมูกด้วยน้ำสะอาด พร้อมทั้งสังเกตสีของผิวหนัง เพื่อป้องกันการเกิดแผลกดทับบริเวณปีกจมูก
การดูแลผู้ป่วยที่มีสายยางที่ใส่ผ่านทางหน้าท้องลงสู่กระเพาะ
ควรทำความสะอาดแผลด้วยอุปกรณ์ปลอดเชื้ออย่างน้อย วันละ 1 ครั้ง
การเตรียมอุปกรณ์
1. ชุดทำแผลปลอดเชื้อ
2. น้ำเกลือสำหรับทำแผล
3. ปลาสเตอร์ปิดแผล
วิธีการทำแผล
1. ล้างมือให้สะอาด
2. หยิบสำลีชุบน้ำเกลือในชุดทำแผลด้วยปากคีบ
3. สำลีก้อนที่ 1 เริ่มเช็ดตรงรูแผลแล้ววนเป็นวงกลม โดยหมุนไปทางเดียว (ไม่ย้อนกลับไป-มา) ควรเช็ดให้กว้างออกไปเรื่อยๆ จนมีความกว้างประมาณ 1-2 นิ้ว
4. สำลีก้อนที่ 2 ให้เช็ดสายยาง โดยเริ่มเช็ดจากแผลขึ้นมาตามสายประมาณ 1 นิ้ว เช็ดจนรอบสาย
5. สำลีก้อนที่ 3 ให้เช็ดใต้แป้น และสำลีก้อนที่ 4 ให้เช็ดบนแป้น (กรณีใช้อุปกรณ์ที่มีแป้น) จนสะอาด
6. ปิดแผลด้วยผ้าก๊อซและปลาสเตอร์ ควรจัดสายยางให้ตั้งตรง เพื่อป้องกันปากแผลกว้างออก มีติ่งเนื้อ ซึ่งจะมีเลือดออกง่าย และอาหารไหลย้อนออกมาเปียกแฉะบริเวณปากแผล เกิดแผลอักเสบ
สัปดาห์หน้ายังมีคำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยโรคเลือดออกในสมองอีก รอติดตามกันนะครับ
อ่านเพิ่มเติม >> คำแนะนำในการดูแลผู้ป่วยโรคเลือดออกในสมอง ตอน 1
แหล่งข้อมูล
คู่มือความรู้ภาคประชาชนเรื่อง เลือดออกในสมอง โดย รศ. นท. ดร. นพ.สรยุทธ ชำนาญเวช ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
...