“ภาวะจอประสาทตาเสื่อม” เป็นภาวะที่จอประสาทตามีความเสื่อมตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. จอประสาทตาเสื่อมแบบแห้ง (ไม่มีหลอดเลือดงอกผิดปกติ) พบได้ประมาณร้อยละ 85
2. จอประสาทตาเสื่อมแบบเปียก (มีหลอดเลือดงอกผิดปกติ) พบได้ประมาณร้อยละ 15
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของจอประสาทตาเสื่อม ได้แก่ อายุที่เพิ่มมากขึ้น การมีประวัติคนในครอบครัวจอประสาทตาเสื่อมมาก่อน การสูบบุหรี่ ส่งผลให้จอประสาทตาเสื่อม พันธุกรรมบางอย่าง รวมถึงการมีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ฯลฯ
จากการศึกษาและเก็บข้อมูลพบว่า อุบัติการณ์ของภาวะจอประสาทตาเสื่อม พบในคนอายุมากกว่า 50 ปี ร้อยละ 12 ซึ่งครึ่งนึงในนั้นอาจจะเป็นทั้ง 2 ข้าง ส่วนในช่วงอายุประมาณ 40-45 ปี พบประมาณร้อยละ 5 และอายุ 80 ปีขึ้นไป จะพบได้มากขึ้นถึงร้อยละ 80
จอประสาทตาเสื่อมแบบแห้ง คือ คนไข้มักจะไม่ได้มีอาการที่ชัดเจน อาจมีอาการปรับการมองเห็นได้ช้า เช่นจากที่มืดมาที่สว่าง หรือที่สว่างไปมืด เป็นต้น แต่มักจะมาตรวจพบโดยบังเอิญ คือ พบสารสีเหลืองสะสมในจอประสาทตา เซลล์เม็ดสีในตามีความเปลี่ยนแปลงไป โดยที่คนไข้อาจจะยังไม่มีอาการ หรือถ้าตัวโรคเป็นมากแล้ว อาจมีอาการเห็นภาพบิดเบี้ยวได้
...
จอประสาทตาเสื่อมแบบเปียก คือ ภาวะที่มีเส้นเลือดงอกผิดปกติใต้ชั้นของจอประสาทตา ทำให้เกิดการรั่วของสารน้ำ, ไขมัน หรือเลือดในชั้นของจอตา คนไข้จะมีอาการเห็นภาพบิดเบี้ยว มีจุดดำตรงกลางภาพ เหมือนมีอะไรมาบังตลอด เช่น เวลามองหน้าปัดนาฬิกา คนไข้ที่มีภาวะจุดรับภาพชัดเสื่อม จะมองไม่เห็นเข็มนาฬิกาบริเวณตรงกลาง เห็นแค่ตัวเลขรอบๆ ภาพตรงกลางหายไป เป็นอาการสำคัญที่คนไข้ส่วนใหญ่มาพบแพทย์
แพทย์จะทำการวินิจฉัยโดยการหยอดตา เพื่อขยายม่านตาดูว่ามีความผิดปกติของจอประสาทตาเสื่อมไหม นอกจากนี้ จะมีการสแกนจอประสาทตาเพิ่มเติม ซึ่งเป็นการถ่ายภาพตัดขวางชั้นต่างๆ ของจอประสาทตา เพื่อดูว่ามีสารสีเหลืองไปสะสมอยู่ตามชั้นต่างๆ หรือไม่ การถ่ายภาพจะทำให้เห็นว่ามีสารน้ำหรือมีเลือดออกมาจากจอประสาทตาหรือไม่ และช่วยยืนยันการวินิจฉัยจอประสาทตาเสื่อมได้
ในกลุ่มคนไข้จอประสาทตาแบบเปียก แพทย์จะวินิจฉัยเพิ่มเติมโดยการฉีดสี ซึ่งมีลักษณะเป็นสารเรืองแสงเข้าไปในเส้นเลือด และถ่ายภาพเพื่อดูว่าเส้นเลือดจอตามีความผิดปกติอะไรหรือไม่ อย่างไร
เมื่อวินิจฉัยเรียบร้อยแล้ว ในคนไข้จอประสาทตาเสื่อมแบบแห้ง การรักษาในปัจจุบันยังไม่มีการรักษาที่ชัดเจน เนื่องจากเป็นความเสื่อมจากอายุ มีบางกรณีที่แพทย์อาจจะพิจารณาให้รับประทานวิตามินเสริมในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เช่น มีจอตาเสื่อมรุนแรงในตาอีกข้าง แต่ทว่า ช่วยชะลออาการเสื่อมของจอประสาทตาแบบเสื่อมแบบแห้งได้เพียงร้อยละ 25 ไม่ได้เป็นการรักษาให้หายขาดหรือป้องกันการเกิดโรค ดังนั้นการพิจารณาการรับประทานวิตามินเสริมขึ้นกับดุลพินิจของจักษุแพทย์ผู้รักษา
ส่วนการรักษาจอประสาทตาเสื่อมแบบเปียก การรักษาหลัก คือ การฉีดยาเข้าที่น้ำวุ้นตา ซึ่งจะไปช่วยยับยั้งเส้นเลือดที่งอกหรือเจริญผิดปกติให้ลดการรั่วของเส้นเลือด โดยจะฉีดเดือนละ 1 ครั้ง และเมื่ออาการเริ่มดีขึ้นก็จะสามารถเว้นช่วงการฉีดยาให้ห่างออกไปได้
นอกจากนี้ ก็จะมีการใช้เลเซอร์เย็นเข้ามาช่วยในการรักษา โดยการฉีดสารเคมีที่ไวต่อแสงเข้าที่เส้นเลือด เพื่อให้สารนี้ไปจับตัวกับเส้นเลือดที่ผิดปกติ จากนั้นจึงยิงเลเซอร์ที่ไม่ทำให้เกิดความร้อนข้าไป เพื่อให้สารนั้นเข้าไปทำปฏิกิริยาเคมี ทำให้เส้นเลือดฝ่อลง ทั้งนี้ การรักษาทั้ง 2 วิธีที่กล่าวมาข้างต้น จะทำให้การมองเห็นของคนไข้ดีขึ้น แต่ไม่ได้หายขาด มีโอกาสเกิดการเป็นซ้ำของโรค ควรมีการตรวจติดตามกับจักษุแพทย์สม่ำเสมอ แต่หากคนไข้ไม่ได้รีบเข้ารับการรักษา ก็อาจจะทำให้สูญเสียการมองเห็นในอนาคตได้
การปฏิบัติตัวและดูแลตนเองโดยทั่วไป คือ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยทำให้การเกิดจอประสาทตาเสื่อม ควรตรวจตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งในคนที่อายุ 40 ปีขึ้นไป ดูแลรักษาโรคประจำตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่ว่าจะเป็น โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง หรือโรคอื่นๆ นอกจากนี้ จักษุแพทย์อาจให้ตารางแอมสเลอร์ (Amsler Grid) ซึ่งเป็นตารางที่มีช่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ แล้วให้คนไข้ปิดตาทีละข้าง แล้วมองดูว่าตารางเป็นเส้นตรงดีไหม หากเส้นตรงมีการบิดเบี้ยว หรือเห็นเป็นวงดำ ก็จะทำให้คนไข้ไปพบแพทย์เร็วขึ้น
...
@@@@@@
แหล่งข้อมูล
อ.พญ.ธิติพร ทองบริสุทธิ์ ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล