“โรคเบาหวาน” เกิดจากการที่ตับอ่อนมีความผิดปกติในการสร้างอินซูลิน หรือไม่สามารถสร้างอินซูลินได้ หรือร่างกายไม่สามารถตอบสนองกับอินซูลินได้ดี ส่งผลให้ไม่สามารถนำน้ำตาลไปเปลี่ยนเป็นพลังงานให้ร่างกายได้ ระดับน้ำตาลในเลือดจึงสูงกว่าปกติ

สัปดาห์นี้มีเรื่องราวของโภชนาการสำหรับคนเป็นเบาหวาน และการป้องกันโรคเบาหวานมาฝากกัน 

อาหารที่คนเป็นเบาหวานควรกินก็คืออาหารสุขภาพทั่วไปนั่นเอง แบ่งออกเป็นหมวดต่างๆ ดังนี้

1. หมวดข้าว แป้ง เป็นคาร์โบไฮเดรต ซึ่งมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดโดยตรง เช่น ข้าว แป้ง เผือก มัน ถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วดำ ควรเลือกกินแบบไม่ขัดสี หรือมีดัชนีน้ำตาลต่ำ เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวกล้อง ข้าว กข 43 เป็นต้น

2. หมวดผลไม้ ควรเลือกกินผลไม้ที่รสไม่หวานจัด ไม่ฉ่ำน้ำ เช่น แอปเปิ้ล ฝรั่ง แก้วมังกร กล้วยน้ำว้า โดยกิน 6-8 คำหลังมื้ออาหารทันที และไม่ควรกินระหว่างมื้อ

3. หมวดเนื้อสัตว์ เป็นหมวดที่ให้โปรตีน ควรได้รับประมาณ 4-6 ช้อนกินข้าวต่อมื้อ โดยเลือกกินเนื้อสัตว์ที่มีไขมันต่ำ เช่น หมูเนื้อแดง สันใน อกไก่ ไข่ เต้าหู้ ปลา เป็นต้น และควรกินแบบปรุงสดใหม่ ไม่ผ่านการแปรรูป เนื่องจากอาหารแปรรูปมักจะมีไขมันสูงและเค็ม

...

4. หมวดไขมัน ไม่ควรรับประทานในปริมาณมาก หลีกเลี่ยงไขมันอิ่มตัวตัว เช่น น้ำมันหมู ไขมัน เนย น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว กะทิ เนื่องจากทำให้ไขมัน LDL-C ตัวไม่ดีสูงขึ้น และควรลดการกินอาหารมันต่างๆ เช่น ของทอด แกงกะทิต่างๆ ข้าวผัด ผัดไทย เป็นต้น

5. หมวดผัก สามารถกินได้ปริมาณมาก เพราะจะช่วยชะลอการขึ้นของระดับน้ำตาลในเลือดได้ เพราะมีใยอาหารสูง แต่ก็ต้องระวังบางชนิดที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง เช่น ฟักทอง เผือก มัน ซึ่งจัดว่าเป็นข้าวแป้ง

นอกจากอาหาร 5 หมวดหลักที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว จะต้องลดการรับประทานอาหารรสเค็ม เลี่ยงอาหารที่มีโซเดียมสูง อาหารหมักดอง อาหารแปรรูป อาหารกึ่งสำเร็จรูป เพราะจะทำให้ไตทำงานหนักมากขึ้น

- เลือกดื่มนมจืดที่มีไขมันต่ำ นมถั่วเหลืองแบบจืด หวานน้อย นมที่ใส่น้ำตาลเทียม

- กินอาหารเป็นมื้อๆ เพื่อรักษาสมดุลของอินซูลิน

- งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

- งด หรือลดอาหารที่มีส่วนประกอบของน้ำตาล เช่น เครื่องดื่ม ขนม เบเกอรี่

- ดื่มน้ำสะอาดวันละ 8-10 แก้ว

การดูแลตนเองด้านอื่นๆ

- รักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้ปกติ น้ำตาลเฉลี่ยสะสม (HbA1c) ให้ต่ำกว่า 7% ตรวจทุก 3-6 เดือน ก็จะสามารถลดภาวะแทรกซ้อนได้ที่กล่าวไปแล้วได้ถึง 25%

- ควบคุมระดับความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติ น้อยหว่า 130-140 / 80-90 เพื่อป้องกันความเสื่อมของไต

- ควบคุมระดับคอเลสเตอรอล โดยรักษาให้ระดับไขมันไม่ดี (LDL) ต่ำกว่า 100 ส่วนคนที่เป็นโรคหัวใจต้องรักษาให้ต่ำกว่า 70 เพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

- ตา ตรวจตาปีละ 1 ครั้ง เพื่อดูว่าอาจมีภาวะเบาหวานขึ้นตา

- ไต ตรวจค่าไตและโปรตีนในปัสสาวะปีละ 1 ครั้ง ถ้าอัตราการกรองของไตลดลง แพทย์ก็จะปรับยาให้เหมาะสมกับอัตราการกรองของไต เพื่อช่วยชะลอความเสื่อมของไต

- เท้า พบแพทย์ตรวจเท้าอย่างละเอียดปีละ 1 ครั้ง และควรตรวจเท้าด้วยตัวเองทุกวัน โดยการล้างเท้าให้สะอาดด้วยสบู่ และดูว่ามีแผลหรือไม่ เนื่องจากคนที่เป็นเบาหวานมีความเสี่ยงในการเกิดแผลง่าย หากดูแลเท้าให้ดีก็จะช่วยลดภาวะแทรกซ้อนที่กล่าวไปแล้ว

- ออกกำลังกายประมาณ 20-30 นาทีต่อวัน 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือให้ได้ 150 นาทีต่อสัปดาห์

- รับวัคซีนตามเกณฑ์ โดยเฉพาะคนที่เป็นเบาหวาน อายุ 65 ปีขึ้นไป ควรได้รับวัคซีนที่กำหนดคือ ไข้หวัดใหญ่ วัคซีนปอดอักเสบ ไวรัสตับอักเสบ และวัคซีนโควิด-19

...

การป้องกัน

- ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยดัชนีมวลกายอยู่ระหว่าง 18-22.9

- รับประทานอาหารเพื่อสุขภาพตามคำแนะนำที่กล่าวไปข้างต้นให้เหมาะสมต่อความต้องการของร่างกาย

- พยายามทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใส ไม่เครียดและไม่นอนดึก เนื่องจากจะมีการหลั่งฮอร์โมนกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งน้ำตาลออกมามากขึ้นเมื่อเครียด หรือนอนน้อย ก็จะทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นได้

- ตรวจสุขภาพประจำปี ปีละ 1 ครั้ง เพื่อดูระดับน้ำตาลในเลือดและความแข็งแรงของร่างกาย หากตรวจพบว่าระดับน้ำตาลในเลือดสูงสามารถป้องกัน หรือรักษาได้อย่างทันท่วงที และช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกายได้

- คัดกรองโรคเบาหวาน เมื่ออายุ 35 ปีขึ้นไป และมีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวาน ควรคัดกรองอย่างละเอียดเพื่อการดูแลตัวเองให้เหมาะสมต่อไป

จะเห็นได้ว่าเบาหวานเป็นโรคที่ใกล้ตัวเรามาก ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ก็สามารถเป็นโรคนี้ได้ แต่หากปฏิบัติตามคำแนะนำที่กล่าวมาข้างต้น ก็จะช่วยให้ห่างไกล หรือชะลอการเป็นเบาหวานให้ห่างออกไปได้ จึงเป็นโรคที่ทุกคนควรให้ความใส่ใจทั้งตัวเองและคนรอบข้างของคุณ

@ @ @ @ @

แหล่งข้อมูล
คุณกนกนันทน์ วิทยาเกษมสันต์ นักวิชาการโภชนาการ ฝ่ายโภชนาการ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล