หลังจากที่ได้รู้จักสาเหตุ และที่มาของ “โรคคลั่งผอม (Anorexia nervosa)” กันแล้ว ยังมีเรื่องราวน่ารู้ของโรคนี้กันอีก

โรคที่เป็นความผิดปกติของการกินอาหาร (eating disorder) มี 2 ชนิด คือ

โรคคลั่งผอม เป็นโรคที่อยู่ในกลุ่มของโรค eating disorder ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 โรค คือ โรคคลั่งผอม และโรคบูลิเมีย เนอร์โวซา

โรคคลั่งผอม (Anorexia nervosa) เป็นโรคที่คนไข้กังวลว่าตนเองน้ำหนักมากหรืออ้วนเกินไป จึงพยายามลดน้ำหนักต่อไปเรื่อยๆ โดยการควบคุมการกินอาหารอย่างเข้มงวด การออกกำลังกายอย่างหักโหม หรือการทำให้ตนเองอาเจียน ฯลฯ จนน้ำหนักลดมากเกินไป และเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างรุนแรง

โรคบูลิเมีย เนอร์โวซา (Bulimia Nervosa) เป็นโรคที่คนไข้จะมีอาการอยากกินอาหารมากๆ จนรู้สึกควบคุมการกินไม่ได้ในเวลาที่มีอาการ หลังจากนั้นก็จะเกิดความรู้สึกผิดที่กินอาหารเกินขนาด และกังวลใจว่าจะทำให้น้ำหนักขึ้นและอ้วนเกินไป ก็จะไปทำให้ตนเองอาเจียนออกมา หรือใช้ยาระบายเพื่อให้ขับถ่ายอาหารที่กินเข้าไปออกมา

อาการของโรคคลั่งผอม

คนไข้จะมีความวิตกกังวล และให้ความสำคัญกับรูปร่างและน้ำหนักของตนเองมากเกินไป ทั้งๆ ที่ตนเองรูปร่างปกติหรือผอมอยู่แล้ว จึงพยายามลดน้ำหนักด้วยการควบคุมอาหารอย่างจริงจัง การออกกำลังกายหนักแบบหักโหม หรือในบางรายก็ใช้วิธีทำให้ตนเองอาเจียนออกมา หรือใช้ยาระบาย

...

การรักษา

การรักษาโรคคลั่งผอม การรักษาจะเป็นไปตามขั้นตอนของโรค กล่าวคือ ในกรณีที่คนไข้ลดน้ำหนักจนเป็นอันตรายที่อาจถึงแก่ชีวิตแล้ว เช่น หัวใจเต้นช้าลงมาก ความดันโลหิตต่ำลงมาก มีอาหารเวียนหัว เป็นลมหน้ามืด วูบ กรณีนี้จะต้องรักษาอาการทางกายก่อน โดยการเพิ่มภาวะโภชนาการให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นมาจนพ้นขีดอันตรายก่อนเป็นลำดับแรก

จากนั้นจิตแพทย์จึงค้นหาปัจจัยว่า คนไข้ที่เป็นโรคคลั่งผอมแต่ละคนนั้นเกิดจากปัจจัยใดบ้าง มีจิตพลวัต (psychodynamic) เป็นอย่างไร และให้การรักษาโดยการใช้จิตบำบัด ครอบครัวบำบัด เพื่อแก้ไขลักษณะกลไกทางจิตที่ทำให้เกิดโรคต่อไป

ในคนไข้บางรายอาจต้องมีการใช้ยาเพื่อลดความวิตกกังวล ลดการคิดซ้ำๆ แต่การรักษาหลักของผู้ป่วยโรคนี้คือการรักษาทางจิตใจ หรือการทำจิตบำบัดรูปแบบต่างๆ

การป้องกัน

การป้องกันระดับบุคคล พ่อแม่ผู้ปกครองควรเลี้ยงดูลูกอย่างเหมาะสม ให้ความรักความอบอุ่นตั้งแต่เล็ก มีการฝึกวินัยอย่างเหมาะสมตั้งแต่เด็ก ไม่ควบคุมหรือปกป้องลูกจนมากเกินไป ทำให้เขาสามารถพัฒนาความเป็นตัวตนของตัวเองได้ ซึ่งจะทำให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มองเห็นคุณค่าในตนเอง มีความมั่นใจ และมีความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง

การป้องกันระดับสังคม ควรลดค่านิยมของการให้ความสำคัญเรื่องรูปร่าง และหน้าตา ซึ่งจะช่วยให้คนเป็นโรคนี้กันน้อยลง

“โรคคลั่งผอม” จึงไม่ใช่แค่เรื่องของคนในครอบครัว แต่เป็นเรื่องของทุกคนในสังคม ที่จะช่วยกันดูแลและป้องกันไม่ให้เกิดโรคนี้ขึ้นในสังคม

___________________________________

แหล่งข้อมูล

รศ.นพ.ศิริไชย หงษ์สงวนศรี ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล