ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์และหลักฐาน เชิงประจักษ์ ของสารเคมีกำจัดศัตรูพืช 3 ชนิดมีผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม : พาราควอต (ตอนที่ 2)รายงานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม สภาผู้แทนราษฎร ความเป็นพิษของพาราควอตต่อการเจริญเติบโตของทารกสารพาราควอตสามารถส่งผ่านจากมารดาไปสู่ตัวอ่อนในครรภ์ ผลการวิจัยจากคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ตรวจพบการตกค้างของพาราควอตในซีรั่มทารกแรกเกิดและมารดาถึง 17-20% และพบว่าหญิงตั้งครรภ์ที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมมีความเสี่ยงรับสารพาราควอตมากกว่าคนทั่วไป 1.3 เท่า หญิงตั้งครรภ์ที่มีประวัติการขุดดินในพื้นที่เกษตร มีความเสี่ยงในการตรวจพบพาราควอต คิดเป็น 6 เท่าของหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่มีการขุดดิน และหญิงตั้งครรภ์ที่ทำงานในพื้นที่เกษตรกรรมช่วง 6-9 เดือนของการตั้งครรภ์ พบพาราควอตตกค้างมากกว่าหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่ได้ทำงานถึง 5.4 เท่า (Kongtip et al., 2017) และตรวจพบพาราควอตในขี้เทา เด็กทารกแรกเกิดสูงถึง 54.7% จากมารดา 53 คน (Konthonbut et al., 2018) ในขณะที่การวิจัยลักษณะเดียวกันในประเทศฟิลิปปินส์ตรวจพบพาราควอตในขี้เทาทารกเพียง 2 จาก 70 ตัวอย่าง (2.85%)การได้รับพาราควอตจากการใช้งานของเกษตรกรพาราควอตเป็นสารที่มีความเสี่ยงสูงมากเกินกว่าที่จะนำมาใช้งานได้อย่างปลอดภัยแม้จะมีการป้องกันที่ดีก็ตาม มีรายงานประมาณการจากการสัมผัสพาราควอต ของ EU พบว่าโอกาสสัมผัสพาราควอตจากการใช้เครื่องพ่นแบบสะพายหลังสูงกว่าระดับมาตรฐาน (AOEL) กรณีสวมอุปกรณ์ป้องกันมีโอกาส 60 เท่า และกรณีไม่ได้สวม เกิน 100 เท่า (EC., 2002) ปัจจุบันประเทศบราซิลกำหนดให้การใช้พาราควอตทำได้เฉพาะการฉีดพ่นโดยรถแทรกเตอร์ที่มีห้องโดยสารปิดมิดชิด แม้กระนั้นจากการประเมินของ Brazilian Health Regulatory Agency (ANVISA) พบว่า พาราควอตมีพิษเฉียบพลันร้ายแรง มีรายงานผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ทั้งยังสัมพันธ์กับการก่อโรคพาร์กินสัน และแม้จะมีเครื่องป้องกันที่ดีก็ตาม แต่ไม่ทำให้สามารถรับประกันอันตรายที่เกิดกับผู้ใช้ได้จึงกำหนดให้มีการยกเลิกการใช้ในปี 2020ความนิยมในประเทศไทย เกษตรกรฉีดพ่นสะพายหลังเป็นส่วนใหญ่ ตัวอย่างเช่น งานศึกษาของอภิมัณฑ์ สุวรรณราช และปัตพงษ์ เกษสมบูรณ์ (2558) ที่จังหวัดเลย พบมีการใช้เครื่องฉีดพ่นสะพายหลังทั้งแบบใช้มือฉีดและแบบเครื่องยนต์สูงถึง 87.15% และการสวมเสื้อผ้าแบบปกปิดมิดชิด ก็ไม่สามารถป้องกันการสัมผัสทางผิวหนังได้ แม้ว่าตามทฤษฎีพาราควอตไม่สามารถดูดซึมผ่านผิวหนังได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่บาดแผลบนผิวหนัง และบาดแผลเผาไหม้ที่เกิดจากพาราควอตเองจะทำให้พาราควอต ผ่านเข้าสู่ร่างกายอย่างรวดเร็ว (Smith., 1988; Peiró et al., 2007; Lin et al., 2003) แม้แต่การสัมผัสกับพาราควอตที่ผิวหนังเพียงเล็กน้อยจะทำให้เสียชีวิตได้ โดยเฉพาะกับพาราควอตที่มีความเข้มข้นสูง (Soloukides et al., 2007)ข้อมูลจากศูนย์พิษวิทยาโรงพยาบาลรามาธิบดี ปี พ.ศ.2553-2559 พบอัตราการตายของผู้ป่วยในประเทศไทยที่ได้รับพาราควอตสูงถึง 46.1% (ผู้ป่วยทั้งหมด 4,223 คน ตาย 1,950 คน) มีอัตราการตาย 10.2% กรณีที่ผู้ป่วยสัมผัสทางผิวหนัง 14.5% กรณีที่เกิดจากอุบัติเหตุหรือไม่ตั้งใจ และ 8.2% กรณีที่เกิดจากการประกอบอาชีพ และเนื่องจากสภาพอากาศร้อนของประเทศไทย จึงเป็นไปได้ยากมากที่เกษตรกรจะสวมอุปกรณ์ป้องกันที่ได้มาตรฐานเพื่อป้องกันการสัมผัสพาราควอตทางผิวหนัง ซึ่งในกรณีนี้เกณฑ์ทางจริยธรรมของ FAO เกี่ยวกับการจัดการสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ในหัวข้อ 3.6 ระบุว่า “สารเคมีใดที่เป็นอันตรายในระดับที่เกษตรกรต้องใช้เครื่องป้องกันที่อึดอัดไม่สะดวกสบาย แพง หรือไม่พร้อมที่จะนำมาใช้อย่างทันท่วงที ต้องหลีกเลี่ยงการใช้สารพิษดังกล่าว โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในกรณีที่เป็นการใช้ของเกษตรกรรายย่อยในประเทศเขตร้อน” (FAO, 2014) การได้รับพาราควอตจากการสัมผัสและสูดดมสหภาพยุโรปจัดให้พาราควอตเป็นสารที่อันตรายถึงตายถ้าสูดดม ตามที่ระบุไว้ว่า “Fatal if inhaled” (EC, 2008) รวมทั้งปรากฏข้อความที่แสดงถึงความเสี่ยงหรือเป็นอันตรายบนเคมีภัณฑ์ว่า “Very Toxic by Inhalation” (Risk Phrase 26) ตาม EU Directive 67/54 เช่นเดียวกับ U.S. EPA (1997) จัดให้พาราควอตเป็นสารที่มีความเป็นพิษเฉียบพลันสูงจากการสูดดม อยู่ในกลุ่ม Category Iแม้ว่าเอกสารจะระบุว่าละอองปกติจากการฉีดพ่นจริง (400-800 μm) ใหญ่เกินกว่าที่จะเป็นพิษ แต่การกำหนดค่ามาตรฐานในอากาศแสดงว่าผ่านเข้าระบบทางเดินหายใจได้ และละอองพาราควอตจากผู้ฉีดพ่นด้วยมือจะถูกกักสะสมในจมูกซึ่งระคายเคืองต่อเยื่อเมือกจนบ่อยครั้งเกิดเป็นเลือดกำเดา และยังสามารถซึมผ่านเมือกเมื่อปริมาณมากพอก็จะเกิดความเป็นพิษทั่วร่างกาย (Catharina et al., 2001)นอกจากนี้ Zhou และคณะ ได้รายงานความเป็นพิษของพาราควอตโดยการดูดซึมผ่านผิวหนัง ในกรณีที่สารละลายพาราควอตรั่วและติดผิวหนังขณะฉีดพ่นสารเคมีในการเกษตร อาการเมื่อแรกสัมผัสผิวหนังเกิดผื่นแดง ตามมาด้วยการพองและเลือดออก อีกหกวันต่อมาพื้นที่ผิวกายเกิดการเผาไหม้ทั้งหมด ผู้ป่วยจึงได้เข้ารับการรักษาและผ่าตัดในโรงพยาบาล Qilu ของมหาวิทยาลัยชานตงประเทศจีน ซึ่งผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างประสบความสำเร็จและรอดชีวิตได้ (Zhou et al., 2013)การตกค้างของพาราควอตในสิ่งแวดล้อมและพืชผักการตกค้างในดิน จากคุณสมบัติของพาราควอตซึ่งมีประจุบวก และดินมีประจุลบ ดังนั้น ดินจึงสามารถดูดซับพาราควอตได้ดี แต่เมื่อมีการใช้สารเคมีต่อเนื่องซ้ำๆหลายปี หรือมีการใช้ในปริมาณมากจะทำให้สารเคมีสะสมจนเกินสภาวะอิ่มตัวที่สารอินทรีย์ในดิน (organic matter) จะดูดซับได้ จะเกิดการคายซับสารออกมา ทำให้พาราควอตถูกชะล้างออกจากดินไปสู่แหล่งน้ำเมื่อฝนตก และส่งผลให้พืชดูดสารเคมีเหล่านี้ผ่านรากไปสะสมในลำต้นได้และเกิดการสะสมของสารเคมีเหล่านี้ในสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศวิทยา (พวงรัตน์ และคณะ 2555)การคายซับของสารพาราควอตจากดินสู่ลำน้ำในพื้นที่น่านและพิษณุโลกได้มีการรายงานโดยงานวิจัยของทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนเรศวร (Keochanh et al., 2018) และการคายซับพาราควอตจากตะกอนดินสู่ลำน้ำที่ปากพนัง นครศรีธรรมราช รายงานโดยสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) (Noicharoen et al., 2012)การตกค้างในพืชพาราควอตสามารถเข้าสู่รากพืชด้วยการแพร่ (passive diffusion) ตามกลไก carriemediated system เป็นการดูดซึมสารเคมีเข้าสู่พืชในรูปแบบของ active absorption ผ่านเยื่อเมมเบรน โดยมีกลุ่มของอามีน กรดอะมิโนเป็นสารนำพาทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายพาราควอต และรวมทั้งไกลโฟเซตจากรากไปเซลล์ต่างๆของพืช แต่กลไกนี้ฆ่าพืชไม่ตาย แต่จะทำให้เกิดการสะสมในพืช (Hart et al., 1992a; Hart et al., 1992b; Hart et al., 1993; Sterling, 1994) พืชอาหารหลายชนิดสามารถสะสมพาราควอตผ่านการดูดซึมผ่านรากได้ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ พริกไทย มะเขือเทศ ถั่วเหลือง พืชกลุ่มฟักทอง เป็นต้น (Nathan, 2014, Culpaper et al., 2009, Tucker et al., 1969) ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของประเทศไทยที่พบการตกค้างของสารพาราควอตในพืชอาหารหลายชนิด (พวงรัตน์ และคณะ 2555)สารพาราควอตที่พืชดูดซึมและสะสมในพืชนี้ไม่สามารถล้างออกได้ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใด ในงานวิจัยต่างประเทศยังพบอีกว่ามีพาราควอตตกค้างในอาหารแปรรูป เช่น แป้ง เบียร์ และอาหารเด็ก (Danezis et al., 2016)ในรายงานการตรวจสอบสารพาราควอตตกค้างในผักของ Akinloye และคณะ (Akinloye et al., 2013) ได้พบความเข้มข้นของพาราควอต ในผักทุกชนิดที่ใช้ในการตรวจสอบอยู่ในช่วง 0.04 ถึง 0.27 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และทำให้เอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ เช่น catalase, peroxidase และ superoxide dismutase เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (p <0.05) ผักที่ได้รับพาราควอต 0.50 mM จะแสดงอาการเหี่ยวแห้งโดยไม่มีแผลเน่าโดยพบว่าปริมาณของสาร malondialdehyde (MDA) ในผักเพิ่มขึ้นเมื่อผักได้รับพาราควอตเพิ่ม และปริมาณคลอโรฟิลล์ลดลงเมื่อความเข้มข้นของพาราควอตเพิ่มขึ้นจากผลลัพธ์เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าผักมีความไวต่อปริมาณพาราควอตที่ได้รับแตกต่างกัน.หมอดื้ออ่านเพิ่มเติม- สุขภาพหรรษา : พาราควอต (ตอนที่ 1)