ธรรมชาติ ส่งสัญญาณเตือนภัยมากขึ้น ไม่เฉพาะแผ่นดินไหว แต่ยังพบผลสำรวจที่น่าห่วงมากๆ จาก ศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์ แห่งภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักวิทยาศาสตร์หญิงไทยคนแรก ที่ไปศึกษาวิจัยที่ทวีปแอนตาร์กติก ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมนำนักวิจัยจากจุฬาฯ ม.บูรพา และช่างภาพ จาก บ.สยามโสภา ไปสำรวจขั้วโลกใต้ (แอนตาร์กติก) ร่วมกับทีมสำรวจของประเทศจีนอีกครั้งเมื่อ 3 เดือนก่อน ตาม โครงการวิจัยขั้วโลก ของ มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยครั้งนี้ นอกจากไปศึกษาวิจัย ดูผลกระทบของภาวะโลกร้อน ที่ขั้วโลกใต้ ทีม อ.เปิ้ล-สุชนา ต้องเก็บภาพและวิดีโอ เพื่อทำหนังสือและสารคดี เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยขั้วโลกของไทย เนื่องในโอกาสที่ปีนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระชนมายุ 70 พรรษา และครบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับจีนด้วย การสำรวจขั้วโลกใต้ครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 3 ของ อ.เปิ้ล หลังเว้นมา 11 ปี ซึ่งการเดินทางง่ายขึ้นโดยบิน 40 ชั่วโมง ต่างจากคราวก่อน ที่ไปทางเรือ ไปกลับอยู่ในเรือ 2 เดือน เมื่อไปถึง สถานีวิจัยเกรทวอลล์ (Great Wall Station) ของจีน อ.เปิ้ล พบว่าครั้งนี้ แอนตาร์กติกต่างกับ 11 ปีก่อนมาก ที่ชัดเจนคือ รูปและวิดีโอที่ถ่ายมาแทบไม่เห็นหิมะและน้ำแข็ง เพราะพอหิมะตกถึงพื้นก็ละลายทันที แสดงชัดเจนว่า อุณหภูมิที่พื้นอุ่นขึ้น นอกจากนั้น นักวิจัยได้เก็บ ขน-ขี้นกเพนกวิน และแมวน้ำ เพื่อดูว่าถ้าโลกร้อนขึ้น เพนกวินและแมวน้ำจะมีโรคอุบัติใหม่ไหม เพราะนักวิทยาศาสตร์ รวมทั้ง อ.เปิ้ล พบ พยาธิในปลาทะเล ที่แอนตาร์กติกมากขึ้น เนื่องจากโลกร้อน และที่น่าตกใจอีกเรื่องคือกระแสลมที่ขั้วโลกแรงขึ้น จนตัวจะปลิว แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศที่เริ่มสุดโต่ง ทุกวัน ทีมไทย ต้องเดินเท้าออกภาคสนามเพื่อไปเก็บตัวอย่างวันละ 6-7 ชม. ขึ้นเขา ลงห้วย เดินบนหาดหินและปีนเขา ซึ่งเหนื่อยมาก เพราะต้องสวมชุดหมีสีส้มหนาเปอะ ใส่บูตที่หนักเพื่อให้เกาะพื้น และยังแบกของที่เอาไปเก็บตัวอย่าง เดินไปต้องระวังไป เพราะพื้นน้ำแข็งที่บางลงเพราะอุณหภูมิร้อนขึ้น อาจจะแตก ทำให้ตกลงใต้พื้น ซึ่งเป็นทะเลน้ำเย็นเฉียบ อันตรายอีกอย่าง คือแมวน้ำที่นอนผึ่งอยู่ทั่วไป ซึ่งด้วยอุณหภูมิที่ร้อนขึ้น ทำให้คุณแมวน้ำหงุดหงิดง่าย จึงรำคาญคำรามใส่นักวิจัย ครั้งหนึ่ง อ.เปิ้ล เดินไปใกล้ลูกแมวน้ำอย่างไม่ตั้งใจ จึงตกใจมากที่แมวน้ำ fur seal วิ่งมาไล่ ซึ่งต้องทำร้ายแน่ ทำให้ อ.เปิ้ล ต้องรีบวิ่งหนีเกือบไม่ทัน เพราะแมวน้ำหนักเป็นร้อยๆกิโล แต่วิ่งบนบกเร็วมาก ประมาณ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ยังดีที่คราวนี้ไม่ได้ดำน้ำ เพราะเคยมีแมวน้ำลายเสือดาว ซึ่งดุที่สุด คาบนักสำรวจชาวอังกฤษที่ดำน้ำไปกิน! แต่พอไปถึงสถานี อ.เปิ้ล ก็ถูกทางทีมจีนถามทันทีว่า ดำน้ำหรือเปล่า จะขอให้ดำน้ำหาอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ที่จีนทำตกทะเลให้อีก เพราะคราวก่อน อ.เปิ้ล ช่วยดำน้ำหาให้จนเจอ ทำให้จีนซึ่งไม่มีคนดำน้ำ ปลื้มนักวิทยาศาสตร์ไทยมาก มาปีนี้ เลยขอให้ช่วยดำหาให้อีก อ.เปิ้ล จึงใช้ โดรนใต้น้ำ ช่วยหา แต่ยากมาก เพราะจีนรู้แค่ว่าตกในทะเลแถวๆหน้าสถานีวิจัย แต่พอใช้โดรนลงไปหาใต้น้ำลึกเกือบ 16 เมตร ก็ไม่เจอ จีนจึงบอกว่า ไม่เป็นไร ไว้คราวหน้ามาหาใหม่--คือจะให้ทีมไทยดำหาให้ได้ การไปสำรวจทำวิจัยครั้งนี้ เป็นการแสดงให้ชาติอื่นๆเห็นว่า ไทยห่วงใยเกี่ยวกับเรื่องโลกร้อน ซึ่งเป็นปัญหาระดับโลก ซึ่ง อ.เปิ้ล ได้เห็นชัดด้วยตัวเอง จึงหวังมากๆว่า ไทยจะตระหนักเรื่องโลกร้อนมากขึ้น แม้เราจะอยู่ห่างขั้วโลกใต้ถึงหมื่นกิโลเมตร แต่ถ้าน้ำแข็งขั้วโลกละลายมากขึ้น ระดับน้ำทะเลทั่วโลกก็จะสูงขึ้น ผลที่ตามมาคือ ไทยอาจเกิดน้ำท่วมมากขึ้น เกิดการกัดเซาะชายฝั่งในไทยมากขึ้น--ถ้าคนไทย ไม่จริงจัง เรื่อง รักษ์โลกและลดโลกร้อน อย่างที่รู้ๆกันอยู่ว่า บางคน แค่สร้างภาพตามเทรนด์ ก็อยู่ยาก หรืออนาคตอาจไม่มีแผ่นดินจะอยู่.โสมชบาคลิกอ่านคอลัมน์ "ของว่างวันอาทิตย์" เพิ่มเติม