เนสท์เล่ ประเทศไทย ประกาศความคืบหน้าด้านความยั่งยืนปี 2025 มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 พร้อมเปิดตัวแคมเปญ "เล็กน้อยเปลี่ยนโลกได้" สร้างความยั่งยืนแก่สังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรม
วันที่ 12 มีนาคม 2568 มีรายงานว่า เนสท์เล่ ประเทศไทย ประกาศความคืบหน้าด้านความยั่งยืนในปี 2025 ตามแผนงาน Net Zero หรือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2050
นายวิคเตอร์ เซียห์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า กล่าวว่า เนสท์เล่เชื่อมั่นในการมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาฟื้นฟูระบบอาหารและสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้ดำเนินงานตามสองกลยุทธ์หลักที่สอดคล้องกับแนวทางดังกล่าว คือ ขับเคลื่อนสิ่งดี ๆ เพื่อผู้บริโภค (Good for You) และ ขับเคลื่อนสิ่งดี ๆ เพื่อโลกของเรา (Good for the Planet) ที่มุ่งสู่ Net Zero หรือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 ซึ่งในปีนี้ มีความคืบหน้าด้านการขับเคลื่อนความยั่งยืนในทุกมิติอย่างต่อเนื่อง

ภายใต้กลยุทธ์ "Good for You" เนสท์เล่ ประเทศไทย ประสบความสำเร็จในการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ได้รับสัญลักษณ์ "ทางเลือกสุขภาพ" ในปริมาณมากกว่า 4,600 ล้านหน่วยบริโภคในปี 2024 โดยมีผลิตภัณฑ์ 115 รายการที่ได้รับสัญลักษณ์โภชนาการ "ทางเลือกสุขภาพ" สูงสุดในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มในประเทศไทย นอกจากนี้ ยังส่งมอบอาหารและเครื่องดื่มที่เสริมแร่ธาตุและวิตามิน จำนวน 3,400 ล้านหน่วยบริโภคในปี 2024 ด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านโภชนาการเฉพาะกลุ่มครอบคลุมตั้งแต่ทารก เด็กเล็ก ไปจนถึงผู้ใหญ่ เพื่อช่วยต่อสู้กับภาวะทุพโภชนาการและเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้กับคนไทย
นอกจากพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพของคนไทยแล้ว เนสท์เล่ ยังเน้นการส่งเสริม "การกินอยู่อย่างสมดุล" มุ่งให้ความรู้ด้านสุขภาพ โภชนาการ และคุณภาพชีวิตที่ดีแก่คนไทยกว่า 5.48 ล้านคนตลอดเวลากว่า 16 ปี ผ่านโครงการเนสท์เล่ คาราวานครอบครัวแข็งแรง และโครงการภารกิจพิชิตสุขภาพดี

สำหรับกลยุทธ์ "Good for the Planet" เนสท์เล่ได้มุ่งมั่นที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์และการดำเนินงานของเรามีความยั่งยืน ตั้งแต่ฟาร์มไปสู่มือผู้บริโภค เพื่อพัฒนาและฟื้นฟูระบบอาหารอย่างยั่งยืนในวงกว้าง โดยในปี 2021 เนสท์เล่ ประเทศไทย ได้เปิดแผนการดำเนินงานด้านความยั่งยืนสู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิจนเหลือศูนย์ภายในปี 2050 (Nestlé Thailand Net Zero 2050 Roadmap) และมีความคืบหน้าในปี 2025 ตามแผนงานใน 4 มิติ ดังนี้
1. จัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืน
ใช้เมล็ดกาแฟและน้ำนมดิบที่ได้ผ่านการรับรองมาตรฐานการจัดหาวัตถุดิบอย่างมีความรับผิดชอบ 100% นอกจากนี้ 20% ของเมล็ดกาแฟสดที่ใช้มาจากการเพาะปลูกด้วยการเกษตรเชิงฟื้นฟู หรือ Regenerative Agriculture ส่วนน้ำนมดิบ เนสท์เล่ ประเทศไทย จะสามารถจัดหาน้ำนมดิบจากการเกษตรเชิงฟื้นฟูให้ถึง 20% ภายในสิ้นปี 2025

แผนงานต่อไป จะมุ่งส่งเสริมการปลูกกาแฟและการเลี้ยงโคนมตามหลักการเกษตรเชิงฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง และจะขยายพื้นที่การเพาะปลูกกาแฟโรบัสต้าสู่จังหวัดอื่น ๆ เช่น จังหวัดตากและจังหวัดเลย นอกจากนี้ เนสท์เล่ จะสนับสนุนเกษตรกรโคนมในการพัฒนาคุณภาพน้ำนมและลดต้นทุน ด้วยการจัดหาแหล่งหญ้าอาหารสัตว์มาป้อนฟาร์มโคนม พร้อมขยายการทำลานปูนสำหรับตากมูลโค และส่งเสริมการนำมูลโคบางส่วนไปเลี้ยงไส้เดือนเป็นปุ๋ยคุณภาพสูง สร้างรายได้ที่สูงขึ้นให้เกษตรกร
2. ดูแลและจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน
โรงงานผลิตน้ำดื่มทั้ง 2 แห่งของเนสท์เล่ที่ จ.พระนครศรีอยุธยาและสุราษฎร์ธานี จะสามารถชดเชยน้ำกลับคืนสู่ธรรมชาติและชุมชน ในปริมาณเท่ากับที่เราใช้ในการดำเนินธุรกิจน้ำดื่มทั้งหมด 100% ภายในสิ้นปี 2025 นี้ โดยคิดเป็นปริมาณมากกว่า 1 ล้านลูกบาศก์เมตร ผ่านการดำเนินโครงการเนสท์เล่ น้ำรักษ์น้ำ ในทั้ง 2 จังหวัด อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ โรงงานผลิตน้ำดื่มของเนสท์เล่ ได้รับมาตรฐานการจัดการน้ำอย่างยั่งยืนจาก Alliance for Water Stewardship (AWS) ซึ่งเป็นองค์กรพันธมิตรด้านการจัดการและดูแลทรัพยากรน้ำระดับโลก

สำหรับก้าวต่อไป จะมุ่งผลักดันการฟื้นฟูระบบนิเวศ และเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพให้กับพื้นที่โดยรอบคลองขนมจีน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และหนองทุ่งทองในจังหวัดสุราษฎร์ธานี และยกระดับการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนในการพิทักษ์สายน้ำให้คงอยู่กับเราอย่างยั่งยืน ผ่านการเรียนรู้ ปกป้อง และฟื้นฟู
3. ความยั่งยืนด้านบรรจุภัณฑ์
เนสท์เล่ ประเทศไทย ได้ดำเนินงานอย่างต่อเนื่องในการสร้างความยั่งยืนด้านบรรจุภัณฑ์ และได้เน้นการขับเคลื่อน 3 ด้าน ได้แก่ ลดการใช้พลาสติกผลิตใหม่ (Virgin Plastic Reduction) ด้วยการเปลี่ยนไปใช้พลาสติกรีไซเคิล หรือ rPET ในขวดน้ำดื่มมิเนเร่และเนสท์เล่ เพียวไลฟ์ รวมทั้งการใช้ฟิล์มหุ้มบรรจุภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ rPE เพื่อเดินหน้าสู่การลดการใช้พลาสติกผลิตใหม่ลง 1 ใน 3 ออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้รีไซเคิลได้ (Designed for Recycling) ได้แก่ ซองบรรจุภัณฑ์แบบ Mono Structure ที่ผลิตจากพลาสติกประเภทเดียวกัน กระป๋องอะลูมิเนียม สำหรับเนสกาแฟกระป๋องพร้อมดื่ม รีไซเคิลได้ 100%

และส่งเสริมระบบการจัดการขยะเพื่อการรีไซเคิล (System for Recycling) ผ่านโครงการต่างๆ อาทิ แคมเปญ "BOTTLE MADE FROM BOTTLES" จากมิเนเร่ โครงการ "Careton กล่องนมรักษ์โลก" จากไมโล รวมทั้งการเข้าร่วม "PRO-Thailand Network" เพื่อขับเคลื่อนการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืนตามหลัก EPR และความร่วมมือกับเวสท์บาย เดลิเวอรี่ในการส่งเสริมให้คนในชุมชนนำขยะมาขายแลกเปลี่ยนเป็นเงิน ซึ่งเนสท์เล่ ประเทศไทย จะมุ่งสานต่อการดำเนินงานเพื่อความยั่งยืนด้านบรรจุภัณฑ์ใน 3 ด้านนี้อย่างต่อเนื่อง
4. ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ภายใต้แผนงาน Net Zero เนสท์เล่ ประเทศไทย สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 20% แล้วเมื่อเทียบกับปี 2018 และโรงงานทั้งหมดของเนสท์เล่ทั้ง 8 แห่งกำลังใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 100% รวมถึงศูนย์กระจายสินค้าด้วย ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากการดำเนินงานในหลายมิติร่วมกันตลอดห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่ต้นจนจบ
ก้าวต่อไปจะยังคงเลือกใช้เทคโนโลยีการผลิตใหม่ ๆ ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยลดการใช้พลังงาน ลดการปล่อยคาร์บอน เดินหน้าสู่เป้าหมายต่อไป คือการลดการปล่อยคาร์บอน 50% ภายในปี 2030
เดินหน้าสานต่อแคมเปญ "เล็กน้อยเปลี่ยนโลกได้" สร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน
จากการสำรวจ Kantar’s Sustainability Sector Index 2023 พบว่า คนไทยให้ความสำคัญกับการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ตามด้วยการส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี และการบริโภคและการผลิตอย่างรับผิดชอบ โดยผู้บริโภคไทย 76% ให้ความสนใจกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมเป็นอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม ยังมีช่องว่างระหว่างค่านิยมและการกระทำจริง แม้ว่า ผู้บริโภค 91% อยากใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน แต่มีเพียง 42% ที่มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจริงจัง เนื่องจากผู้บริโภคไม่ต้องการหรือไม่สามารถประนีประนอมเรื่องเวลา งบประมาณ รสชาติ คุณภาพ และความเพลิดเพลินจากผลิตภัณฑ์ ให้กับความยั่งยืนเพียงอย่างเดียวได้
นางสาวเจนิกา คอนเด ครูซ หัวหน้าฝ่ายนวัตกรรมองค์กรและความยั่งยืน บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เปิดเผยว่า นอกจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์และมุ่งมั่นดำเนินงานอย่างยั่งยืนแล้ว เนสท์เล่ยังให้ความสำคัญในการส่งเสริมให้ผู้บริโภคใช้ชีวิตอย่างยั่งยืนมากขึ้น ด้วยการสานต่อแคมเปญการสื่อสารครบวงจร "Every Little Act Matters เล็กน้อยเปลี่ยนโลกได้" เป็นปีที่ 4 เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยทำสิ่งเล็กน้อย ง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน เพื่อการมีส่วนร่วมในการดูแลและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นเพื่อโลกของเราอย่างต่อเนื่อง

"แนวคิดหลักของแคมเปญในปีนี้มาจากอินไซต์ผู้บริโภคที่พบว่าทุกคนต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลง แต่บางครั้งเรายังสงสัยว่า คน ๆ เดียว หรือการกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเราจะมีความหมายหรือไม่ เนสท์เล่จึงมุ่งทำให้ทุกคนมั่นใจว่า การทำสิ่งเล็กน้อย ง่าย ๆ ในทุกวัน สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายได้ เมื่อทุกคนร่วมมือกัน โดยเนสท์เล่ จะลงทุนในการสื่อสารครบวงจรเพื่อให้เข้าถึงคนไทยมากกว่า 20 ล้านคนทั่วประเทศ"
นายวิคเตอร์ เซียห์ กล่าวทิ้งท้ายว่า เนสท์เล่ ประเทศไทยจะยังคงดำเนินงานด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายต่อไปในปี 2030 ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิ 50% และก้าวสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 ให้สำเร็จ

การดำเนินงานด้านความยั่งยืนของเราทั้งหมด จะช่วยสร้างคุณค่าร่วมกับผู้คน ชุมชนและโลกของเราให้เติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกัน และขับเคลื่อนตามหลักการ ESG ด้วยการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลที่ดี ตามที่เราได้ยึดมั่นมาตลอดการดำเนินงานในประเทศไทยมากกว่า 130 ปี ตามเจตนารมณ์ในการ "เปิดพลังแห่งอาหารเพื่อเพิ่มพูนคุณภาพชีวิตที่ดี เพื่อทุกคนในวันนี้และในอนาคต"