ในพิธีฌาปนกิจ “เร แม๊คโดแนลด์” บรรยากาศเต็มไปด้วยความเศร้า ความอาลัยจากผู้คนหลากวงการ โดยหนึ่งในผู้มาร่วมส่งเป็นครั้งสุดท้ายตั้งแต่ช่วงเช้าคือ “อาร์ม ศุภชัย ใจเด็ด” กองหน้าทีมชาติไทยและสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่เปิดเผยว่าเกือบจะไม่ได้เดินทางมาร่วมงานเนื่องจากติดภารกิจฝึกซ้อม แต่ต้องขอขอบคุณต้นสังกัดบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่เข้าใจและอนุญาตให้มาส่งผู้มีพระคุณเป็นครั้งสุดท้าย

ซึ่ง อาร์ม ได้เผยเรื่องที่ไม่ค่อยมีใครรู้ว่า เร แม๊คโดแนลด์ ได้รับ อาร์ม ศุภชัย เป็นลูกบุญธรรมมาตั้งแต่ 9 ขวบ หลังไปเจอกันที่ปัตตานี และคอยผลักดันอยู่เบื้องหลังมาโดยตลอด

“วันนี้มามาส่งพี่เรเป็นครั้งสุดท้ายครับ ตอนแรกก็เกือบจะไม่ได้มา เพราะว่ามีภารกิจซ้อมที่สโมสรครับ ก็ขอบคุณสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่เห็นความสำคัญ แล้วก็อนุญาตให้ผมได้มาส่งพี่เรครับอะไรที่ช่วยได้ในงาน ก็พยายามที่จะช่วยให้ได้มากที่สุด ให้งานมันออกมาให้มันราบรื่นที่สุด แล้วก็ทำให้ดีที่สุดครับ เรื่องไอเดียส่วนมากเป็นของพี่เปเล่มากกว่า ผมก็มีหน้าที่ช่วยยกของนิดๆ หน่อยๆ เป็นคนช่วยพี่เปเล่เฉยๆ ครับ”

ได้มีโอกาสได้อธิษฐานถึงพี่เรไหม เพราะวันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้ว?

“จริงๆ ก็นึกถึงแกตลอดครับ ก่อนหน้านี้ที่มีโอกาสมาช่วยงาน 2-3 วันที่ผ่านมา ตอนแรกก็ไม่ได้รู้สึกอะไร เพราะว่าเราอยู่กับพี่ๆ หลายๆ คน อยู่กับทีมงาน พอเมื่อวานได้กลับไปซ้อมที่บุรีรัมย์แล้วเราได้อยู่คนเดียว มันก็อดคิดถึงไม่ได้ครับ พอกลับไปแล้วก็รู้สึกไม่ไหว รู้สึกคิดถึงพี่เรครับ วันนี้เลยได้มาส่งพี่เรวันสุดท้าย”

ดูแลความรู้สึกตัวเองยังไง เพราะพี่ๆ หลายท่านก็ต้องทานยานอนหลับ?

“อย่างผมถ้าอยู่กรุงเทพฯ ก็อยู่กับลูก อยู่กับภรรยา มันก็มีคนอยู่ด้วย แล้วก็มันไม่ค่อยมีเวลาคิดอะไรมาก แต่พอได้อยู่กับตัวเองคนเดียว มันก็มีความรู้สึกที่คิดถึง แล้วก็กระวนกระวายที่วันนี้มันก็จะเป็นวันสุดท้ายแล้ว เราก็รู้สึกใจหาย สภาพจิตใจก็พยายามที่จะข่มไว้อยู่ครับ”

ก่อนหน้านี้เรามีภาพหนึ่งที่คนประทับใจมาก ก็คือลูกชายเราไปจุ๊บสแตนดี้ของพี่เร?

“ก็จริงๆ น้องจะเดินเล่นอยู่รอบ ๆ งานอยู่แล้วครับ ตอนช่วงที่เขาสวดกันข้างใน ผมก็จะพาลูกมาเดินข้างนอก ซึ่งเราเจอกับพี่เรบ่อยครับ แล้วลูกชายก็ไปเล่นที่บ้านกับน้องมิก้า หรือกับพี่เร พี่แหม่มบ่อย แล้วเขาก็คงมีความผูกพันครับ แล้วพอเขาเดินมาเห็นป้าย เขาก็ไปจุ๊บ ก็ตอนแรกก็ตกใจครับ 

แต่ครั้งที่ 2-3 ก็เริ่มบอกเขาว่าให้จุ๊บตรงนี้นะ แต่ตอนแรกที่เขาเดินมาจุ๊บก่อนครั้งแรก เราก็ไม่ได้บอก เขาทำเองโดยธรรมชาติ ในจุ๊บแรกที่เขาเดินไปจุ๊บนะครับ เราก็บอกว่ามาส่งลุงเรกันเนาะ มาหาลุงเร เขาก็คงจำได้ แล้วก็คงมีความผูกพันครับ เวลาเขาไปเล่นที่บ้าน ก็ไปเตะบอลกับน้องมิก้า จะเล่นกับพี่เรบ่อย แล้วพี่เรก็ไปแสดงความยินดีกับผมตั้งแต่วันแรกที่ลูกผมลืมตาดูโลก มาหาที่โรงพยาบาล”

หลาย ๆ ท่านเพิ่งทราบว่าเราเป็นลูกบุญธรรมของพี่เร?

“จริงๆ มันก็ไม่มีใครรู้จริงๆ ครับ นอกจากเรา แล้วก็ครอบครัว ผมก็คิดว่าเขาคงภูมิใจอยู่แล้วในตัวผม แล้วก็ผมก็พยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดครับ ก็ไม่ได้ไปบอกใครว่าพี่เรรับเราเป็นลูกบุญธรรม”

ย้อนกลับไปได้ไหมว่า ตอนที่พี่เรไปเจอเราครั้งแรก เจอที่ไหน?

“ปัตตานี ตอนนั้นผมก็เตะบอลปกติเลยครับที่บ้าน แล้วก็เขาก็มีโครงการ GOAL Together Cup ของรายการที่พี่เรเคยไปเตะนี่แหละครับ แล้วก็เขาก็ไปเปิดโอกาสให้กับเยาวชนที่ไม่มีโอกาส แล้วก็ไปคัดนักฟุตบอลไปเตะในรายการเพื่อที่จะเปิดประสบการณ์ให้กับน้องๆ เยาวชนที่มันค่อนข้างที่จะไม่ค่อยมีโอกาสเหมือนกับคนในกรุงเทพฯ สักเท่าไร”

เหมือนว่าตอนนั้นพี่เรพูดในรายการว่าโฟกัสมาที่ศุภชัย เพราะศุภชัยตอนนั้นอายุ 9 ขวบ และต้องแบกคนอายุ 11 ขวบ?

“จริงๆ เขาก็เป็นห่วงเราแหละ เพราะว่าในความเป็นที่เราเป็นน้องสุดอ่ะ แล้วก็ต้องไปเล่นกับรุ่นพี่ที่เขากระดูกใหญ่กว่าเรา เขาก็กลัวเรื่องอาการบาดเจ็บ เรื่องว่าเราแบบจะโหลดมากเกินไปที่จะขึ้นไปเล่นกับพวกพี่ ๆ เขา ซึ่งเราก็พยายามแหละครับ แล้วก็สุดท้ายแล้วเขาประชุมกัน แล้วเขาก็ได้เลือกเรา แล้วเราก็พยายามทำผลงานออกมาให้ดีที่สุด”

เราเชื่อว่าพี่เรภูมิใจตรงนี้ขนาดไหน?

“ก็คิดว่าเขาก็คงภูมิใจในตัวผมแหละ ตอนนี้มันก็ยังมีทางที่จะพัฒนากันต่อไปอีก ก็พยายามที่จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดนะครับ แล้วหลังจากนี้ก็ต้องพยายามมาดูแลพี่แหม่ม น้องมิก้า มีเวลาก็จะมาดูแลให้ได้มากที่สุดครับ เท่าที่จะทำได้ครับ”

คำพูดที่เขาพูดกับเรา?

“ใช่ครับ เขาก็พูดกับเราทุกครั้งที่เจอกัน เขาก็เหมือนสอนให้เราถ่อมตนอ่ะครับ แล้วก็พยายามใช้ชีวิตให้คุ้มค่ากับทุกวลีที่เขาพูดออกมา มันจริงหมดเลย แล้วก็ทุกอย่าง ทุกคนสามารถเอาไปใช้ในชีวิตประจำวันได้หมดเลย”

แนวคิดคำสอนของพี่เร มันสามารถเปลี่ยนชีวิตยังไงได้บ้าง?

“ก็เขาก็สอนตลอดครับ ให้เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนนะครับ แล้วก็เหมือนนอบน้อมกับทุกคนอ่ะครับ แล้วก็ให้เกียรติกับทุกคนในทุก ๆ การใช้ชีวิต แล้วก็ไม่ไปวิพากษ์วิจารณ์คนอื่นครับ แล้วก็พยายามทำสิ่งที่ตัวเองแบบถนัดที่สุด แล้วก็ทำออกมาให้ดีที่สุดกับงานที่เราได้รับมอบหมาย”

เห็นว่าในช่วงที่แบบอาร์มแบบมีปัญหาฟอร์มตกลงไป พี่เรก็จะคอยแบบเติม เชียร์อัป เออ เติมกำลังใจ?

“ใช่ จริงๆ เขาก็ไม่ได้เชียร์ เพราะว่าเขาก็รู้อยู่แล้วว่าทุกครั้งที่เราไปหาเขา เราเจอปัญหามาเยอะเรื่องฟุตบอล บางทีแกก็แบบบ่ายเบี่ยงคุยเรื่องให้เราแบบผ่อนคลาย ให้เราสนุกเวลาทุกเวลาที่เราไปหาเขา ก็ทุกครั้งที่ไปก็สบายใจ สบายใจทุกครั้ง”

ในวันที่เขาแบบว่าจะรับเรามาเป็นลูกบุญธรรม จากปัตตานีมาที่กรุงเทพฯ อ่ะ เรามีความกังวล หรือว่าตัดสินใจยังไงกับการที่จะเลือกไปกับผู้ชายคนนี้?

“ก็ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรครับ เราก็อยากเล่นฟุตบอล แล้วก็ตอนนั้นคิดว่าเขาหยิบยื่นโอกาสให้กับเรา แล้วก็เราไม่รู้ว่าเราจะมีโอกาสแบบนี้ได้ ได้อีกเมื่อไร ถ้าเราไม่คว้าไว้ ผมก็ไม่รู้ว่าอนาคตผมจะเป็นยังไง ครอบครัวผมจะเป็นยังไงที่ภาคใต้ 

ตอนนั้นก็ฉุกขึ้นมาว่า ก็อยากจะส่งเสียตัวเองเรียน ถ้าสมมุติขึ้นมา มาคัดตัวที่กรุงเทพฯ แล้วได้ทุนเรียน ได้อะไรเรียน เราก็น่าจะช่วยแบ่งเบาภาระพ่อแม่ได้ เพราะว่าที่บ้านก็ยากจนครับ ก็เป็นคนที่ฐานะที่แบบไม่ได้มี ก็พยายามที่จะดิ้นรนตัวเอง แล้วก็พยายามที่จะช่วยเหลือครอบครัวให้ได้มากที่สุด 

แล้วก็พี่เรเขาก็ ตอนแรกพ่อกับแม่ก็ไม่ได้อนุญาตให้มา เพราะว่าเราก็เด็กมาก เพราะว่าการที่เข้ามาใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ มันก็ยาก แล้วก็มันก็อันตรายสำหรับเด็กอายุ 10 ขวบอ่ะครับ แล้วก็เลยคุยกับพี่เร แล้วก็พี่เรเขาก็เหมือนกับว่า ไปคุยกับพ่อแม่เราให้ พยายามทุกวิถีทางเพื่อที่จะให้เราได้ทำตามความฝัน ผมดีใจมากที่ได้เจอแก”

เรามีเป้าหมายถึงร่วมกันไหม ว่าเราเคยคุยกันไว้ว่าแบบ อ่ะ เราอยากไปถึงจุดนี้นะครับ?

“จริงๆ เรามองเป็นทีละสเต็ปเลยครับ ครั้งแรกที่มากรุงเทพฯ ผมก็มาคัดตัวที่โรงเรียนปทุมคงคา พอเข้าที่โรงเรียนปทุมฯ คงคาได้ ก็คัดเป็นนักฟุตบอลของโรงเรียนปทุมคงคาได้ สเต็ปต่อไปก็คือเราจะเข้าไปในโควตานักกีฬาช้างเผือกให้ได้ เพื่อที่จะส่งตัวเองไปอยู่ในหอพักนักกีฬาของโรงเรียน จะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายหรือค่าเดินทาง   

ให้มันอยู่ในโรงเรียนได้ง่ายขึ้น ทำให้เรามีข้าวทาน 3 มื้อ ทุกอย่างมันก็ไปทีละสเต็ป แล้วพอจากฟุตบอลนักเรียนก็ไปสโมสรโอสถสภา เขาก็พยายามผลักดันเราต่อ ว่าเราต้องไปอีกนะ ไม่ใช่ว่าหยุดอยู่แค่นี้ จากสโมสรโอสถสภาก็ไปบุรีรัมย์ พอไปบุรีรัมย์เสร็จก็ผลักดันต่อ ว่ายังไปได้อีกนะ ยังพัฒนาต่อได้ อาร์มอย่าหยุดแค่นี้นะ ตอนนี้มันยังไม่ใช่

จนถึงทีมชาติอายุ 19 ปี เขาก็บอกว่าอาร์มอย่าพึ่งอันนั้นนะ คอยเตือนตลอดทุก ๆ ช่วงเวลาที่เราได้คุยกันครับ จนมาทีมชาติ ยู-23 แล้วก็ทีมชาติชุดใหญ่ พอจบทีมชาติชุดใหญ่ ทีนี้เราต้องรักษามาตรฐานเพื่อที่จะอยู่กับสโมสรบุรีรัมย์ให้ได้นานที่สุด เพราะมันก็สามารถวัดมาตรฐานของเราได้หลายอย่าง ในเวทีแห่งนี้ 

ส่วนความฝันต่อไป ก็อยากจะมีโอกาสสักครั้งหนึ่งที่ไปเล่นต่างประเทศ ซึ่งตอนนี้มันยังไม่เกิดขึ้น เราก็พยายามที่จะทำให้ตัวเองไปอยู่ในจุดนั้นให้ได้”

แรงฮึดนี้มาจากพี่เรด้วยส่วนหนึ่ง อยากทำให้พี่เรด้วย เพื่อตัวเอง ครอบครัว?

“ความคิดนี้มาจากพี่เรด้วยทุกครั้งแหละครับ ทุกครั้งที่มันมีโอกาส เราก็อยากพยายามที่จะทำให้ดีที่สุด แล้วก็พัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อย ๆ ก็อย่างที่ผ่านมาเลยครับ ตั้งแต่ที่ก้าวขึ้นมาจากปัตตานี แกก็พยายามเน้นย้ำตลอด ว่าอะไรที่เราพัฒนาได้ เติมได้ ก็พยายามทำให้มันมากขึ้น”

ทุกครั้งที่ทีมชาติไทยมีแมตช์สำคัญ ๆ พี่เรโทรมาหาหรือส่งข้อความมาหาบ้างไหม?

“ผมจะไปหาแกซะมากกว่า เพราะว่าแกงานยุ่ง จริงๆ ผมไม่เคยรบกวนพี่เรเลย ไม่ว่าจะไปหาที่บ้านหรืออะไร ผมไม่เคยติดต่อพี่เรโดยตรงเลยส่วนตัว เพราะว่าผมเกรงใจ ส่วนมากผมจะคุยกับพี่แหม่ม การที่ผมไปหาพี่แหม่ม ก็ไม่ได้เจอพี่เรทุกครั้ง ผมก็ไปนั่งกินข้าวกันกับพี่แหม่ม ไปหาน้องมิก้า บางครั้งก็ไม่เจอพี่เร เพราะแกออกไปทำงาน ก็ไปตลอดครับ”

แกไปเชียร์ที่สนามบ่อยไหม?

“แกไม่กล้าไปเชียร์ที่สนาม แกเคยบอกว่าเวลาพี่ไปเชียร์ พี่ไม่ได้ไปเชียร์ที่สนามหรอก หมายถึงว่าบางทีเปิดทีวีเชียร์หน้าจอ ดูแล้วแพ้ว่ะอาร์ม พี่ไม่ดูดีกว่า พี่มาดูผลทีหลัง แกก็มาดูไฮไลต์ พอเวลาเจอก็มานั่งคุยกันเพราะแกเคยเล่าให้ฟังว่าแกเคยดู เปิดดูกับพี่แหม่ม แล้วแบบอาร์มแพ้ พี่เลยไม่ดูเลย พี่รอฟังผลอย่างเดียว”

ปีนี้เราตั้งเป้าจะเอาถ้วยรางวัลมาให้ได้?

“ก็แน่นอนครับ ก็ต้องพยายามทำงานหนัก ก็ต้องพยายามรักษาแชมป์ให้ได้ครับของสโมสร แล้วก็ถ้าทีมชาติมีโอกาส ก็จะไปรับใช้ชาติให้ได้มากที่สุด”

ตอนนี้ทุกคนชื่นชมพี่เรในมุมที่ว่า ได้สร้างทรัพยากรไว้ให้กับทีมชาติไทย ให้กับนักฟุตบอลอาชีพของเมืองไทย ให้เป็นนักฟุตบอลคุณภาพคนหนึ่ง เราอยากจะขอบคุณพี่เรยังไงบ้าง ณ จุดนี้?

“ก็จริงๆ ผมรู้สึกขอบคุณแกทุกวันอยู่แล้ว ตอนที่แกยังอยู่ ก็พยายามทำหน้าที่ลูก หน้าที่น้อง หน้าที่เพื่อน ทุกอย่างที่แกเป็นให้กับผม ก็พยายามทำให้ดีที่สุด แล้วก็ตอบแทนแกให้ได้มากที่สุดครับ”

ถ้าย้อนกลับไปในวันนั้น ถ้าพี่เรไม่ได้ไปเจอเราที่ปัตตานี อาร์มคิดว่าวันนี้เราจะประสบความสำเร็จได้?

“คงไม่มีวันนั้นครับ คงไม่มีทาง เพราะว่าในวัยนั้น หลังจากนั้นเราก็ไม่รู้ว่าโชคชะตามันจะพาเราไปทางไหน เพราะว่าการที่เราไม่ออกมาจากตรงนั้นเลย มันก็ยากที่จะมีโอกาสพัฒนาตัวเองก็ขอบคุณพี่เรมาก ๆ ครับ แล้ววันนี้มาส่ง ก็อยากให้พี่เรไปในที่ที่ดี ที่ที่พี่เรเขาเดินทาง แล้วก็คงเป็นการเดินทางที่ไกลแสนไกล พวกเราก็จะคิดถึง แล้วก็นึกถึงแกทุกครั้ง”.

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม