จากประเด็นดราม่าที่หลายคนสงสัยกันมานานว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่าง ต้า เฟ็ดเฟ่ กับ ยัต ชัยโสโร อดีตเพื่อนรักเพื่อนซี้เพื่อนสนิท ก่อนแตกหักกันจนนำไปสู่ดราม่ามหากาพย์ที่ ต้า เฟ็ดเฟ่ ถูกอดีตเพื่อนรักฟ้อง 20 ล้าน ใน 2 คดี คือ คดีละเมิดลิขสิทธิ์ ถูกฟ้อง 10 ล้าน และคดีพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ถูกฟ้อง 10 ล้าน 

ล่าสุดใน ต้า เฟ็ดเฟ่ ได้มานั่งในรายการ โหนกระแส ทางช่อง 3 ซึ่ง ต้า ได้เปิดใจเล่าจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด 

- ต้า ได้พูดในรายการ เที่ยงวันทันเหตุการณ์ ว่า ทุกวันนี้ลำบากมาก แทบจะเอาชีวิตไม่รอดเลย เกือบทำร้ายตัวเองสำเร็จ จนจะไปแล้ว 

- ต้า เผยว่า อดีตเพื่อนฟ้อง 2 คดี คดีละ 10 ล้าน คดีแรกเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ ที่ต้าได้เอาคลิปเดโม่ที่เคยทำด้วยกัน และตัวเองทำทุกขั้นตอน ไม่มีเขาอยู่ในคลิป ทีมงานก็ใช้ฟรีแลนซ์ทั้งหมด เป็นเหมือนโปรเจ็คต์ที่ทดลองทำ และยังไม่เคยได้ใช้ ซึ่งวันนั้นเป็นวันที่ต้าได้ลุกขึ้นสู้ใหม่ ตั้งช่องใหม่จากผู้ติดตามเป็น 0 ก็เลยได้เอาคลิปนี้ไปลงในช่อง และโดนเขาฟ้อง ซึ่งเขาบอกว่าผมเป็นแค่พนักงานบริษัท 

- ต้า ยืนยันว่าตัวเองเป็นเจ้าของร่วมด้วย มีหลักฐานยืนยัน 

- เพจที่เคยทำกับเพื่อนคือชื่อ "ต้ายัตชัยโสโร" ซึ่งของเดิมเป็นเพจ ต้า เฟ็ดเฟ่ ที่เป็นเพจส่วนตัวของต้า ทั้งแฟนเพจและยูทูบที่มีผู้ติดตามหลายแสนอยู่ก่อนแล้ว 

- ต้าบอกว่า ตอนที่จดทะเบียนบริษัท มีชื่อของ ต้า ถือหุ้นอยู่ 49% เป็นกรรมการมีอำนาจลงนาม แต่ตอนที่ออกไป ณ ตอนนั้นตัวเองมีปัญหาเรื่องจิตเวช 

- เมื่อถามว่า ตอนที่ออกไป ต้า ได้เซ็นเอกสารไหม ด้าน ทนายความของต้าบอกว่า ในเรื่องของเอกสาร ต้าบอกว่าไม่ได้เซ็น ที่เคยเซ็นไปอีกฝ่ายชอบเอาเอกสารมาให้เซ็นเยอะๆ พี่ต้าก็บอกว่า ผมอาจจะเซ็นไปก็ได้ แต่พอไปเจอเอกสารตัวจริง เป็นรายงานการประชุมและสัญญาซื้อขาย ปรากฎว่ารายงานการประชุมพี่ต้าไลฟ์สดขายของอยู่ ส่วนสัญญาการซื้อขายมันมีรายละเอียดเยอะมาก ต้าก็ได้ยืนยันว่าไม่ได้เซ็น

- จากนั้นในรายการ โหนกระแส ต้าได้เผยว่า ที่ผ่านมาพยายามจะติดต่อพูดคุยกับ ยัต มาโดยตลอด แต่เขาปฏิเสธ ครั้งแรกเขารับโทรศัพท์ แต่ก็ออกมาตามคลิปเสียง ไม่คิดว่าจะได้ยินคำพูดนี้จากคนที่รักมากๆ และเคยทำงานมาด้วยกัน

- เมื่อย้อนกลับไปจุดเริ่มต้น ต้า เล่าว่า ตัวเองมีความฝันอยากเป็นผู้กำกับหนังและทำรายการ ชีวิตเหมือนรถไฟเหาะ เคยอยู่จุดที่สูงที่สุดและต่ำที่สุด และเคยชนะการประกวดหนังสั้นมาหลายเวที จนเกือบได้เป็นผู้กำกับหนังของ GDH วางโปรเจ็คต์กันแล้ว แต่เกิดรู้สึกว่ายังไม่ใช่ทางเราและความสามารถยังไม่มากพอ และรู้สึกอยากทำตามความฝันก็เลยลาออกจาก GDH ที่ตอนนั้นเป็นผู้ช่วยผู้กำกับอยู่ พอลาออกก็ไปเจอพี่รู้จักเขาชวนไปทำบริษัทโฆษณา 

- ซึ่งเมื่อ 16 ปีที่แล้ว ได้มีคนแนะนำให้ไปทำยูทูบ ซึ่งตอนนั้นยูทูบยังไม่บูมมาก เลยได้มาลองทำช่องยูทูบชื่อ "เฟ็ดเฟ่ บอยแบนด์" ทำกับเพื่อนๆ ประมาณ 10 คน และ 1 ในนั้นมี ยัต รวมอยู่ด้วย เข้ามาเป็นคนที่ 9 แต่หัวเรือคือ ต้า 

- ณ ตอนนั้นยูทูบยังไม่ได้ให้เงินจากยอดวิว ซึ่งเพื่อนก็ไม่เชื่อ เลยบอกว่าจะทำให้ดู เลยบอกว่าให้มาทำไปก่อน และได้นัดเพื่อนมาถ่ายคลิป คลิปแรกยังเงียบ แต่คลิปที่ 2 ปังขึ้นมาทันที 

- "เฟ็ดเฟ่ บอยแบนด์" อยู่กันมาประมาณ 6-7 ก็ได้แยกย้ายกัน เพราะกระแสโซเชียลเปลี่ยนไป รายจ่ายเราสูง เราบริหารกันแบบบ้านๆ เพื่อนอยากได้เงินเดือนเท่าไหร่เราก็ให้หมดเลย ด้วยความรักเพื่อน เห็นเพื่อนได้เงินเยอะๆ เราก็มีความสุขดีใจด้วย เพราะเพื่อนทุกคนจนด้วยกันมาก่อน เห็นเพื่อนไปซื้อ BM เบนซ์ ก็โคตรมีความสุขมาก ส่วนตัวเองขับมอเตอร์ไซด์ฟีโน่ แค่ได้ทำงานทำคลิป ทำเบื้องหลัง ก็มีความสุขสุดๆ แล้วจนไม่ต้องการอะไรแล้ว 

- พอแยกย้ายกันไปก็ได้มาอยู่กับอดีตเพื่อนรัก ที่ขอเรียกว่า "เพื่อนซี้" ก็คือ "ยัต" ได้ตกลงทำยูทูปขึ้นมาใหม่ 1 ช่อง ซึ่งในตอนนั้นที่อยู่ "เฟ็ดเฟ่ บอยแบนด์" ต้าก็ได้สร้างยูทูบและแฟนเพจส่วนตัวขึ้นมา 1 ช่อง ก็คือ "ต้า เฟ็ดเฟ่" คู่กันไปด้วย 

- พอมาอยู่กับ ยัต ก็ได้เอาชื่อเพจและยูทูบช่อง "ต้า เฟ็ดเฟ่" มาเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น "ต้ายัตชัยโสโร" 

- จากนั้นก็เริ่มทำคลิปกันโดยใช้บ้านของ ต้า ในการทำคลิปเป็นออฟฟิศ มี ก๊วย เป็นตัดต่อ มี บ. คือน้องสาวของยัต เป็นคนทำบัญชี และมีภรรยาของยัต มาช่วยดูแล ซึ่งสนิทกับ บ. ที่ทำบัญชี 

- ทนายไข่มุกบอกว่า ชื่อ "ชัยโสโร" เป็นชื่อที่พระตั้งให้ และไปจดทะเบียนบริษัทในช่วงหลัง โดยในช่วงแรกจะมีบริษัท "ฤทธี" ซึ่งเป็นบริษัทของพี่สาวภรรยาของยัต ที่ไม่เคยได้ใช้งานเอามาเป็นบริษัทก่อน เพื่อจะได้ไม่ต้องจดทะเบียนบริษัทใหม่ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อบริษัทจาก "ฤทธี" มาเป็นชื่อ "ต้ายัตชัยโสโร" โดยมี ต้าถือหุ้น 49% ยัตถือหุ้น 49% และภรรยาของยัตอีก 2% ซึ่งก็คือการเอาบริษัทเก่ามาเปลี่ยนกรรมการ เปลี่ยนผู้ถือหุ้น

- ต้าบอกว่า ด้วยความที่เราเป็นเพื่อนกัน ต้าเป็นตัวปูมุก และยัตเป็นตัวตบมุก ตอนอยู่เฟ็ดเฟ่ ยัตเป็นตำแหน่งนักแสดงอย่างเดียว แต่ต้าเป็นคนคิด เตรียมงานวางแผน พอถึงเวลาก็มาเข้าฉาก มาเจอกันวันถ่ายอย่างเดียว หรือวันที่ประชุม เราไม่เคยทำงานร่วมกัน แต่พอมาทำ ชัยโสโร เราได้ทำงานร่วมกันเป็นครั้งแรก พอได้ทำงานด้วยกัน ก็ถกเถียงกันเรื่องความคิด และไม่ลงรอยกัน ตั้งแต่สัปดาห์แรก เขาเป็นคนอารมณ์ร้อน ปากไว พูดเหน็บ ด่า อารมณ์ขึ้น ซึ่งต้าไม่เคยเจอ เลยทำให้รู้ว่าไม่ใช่แล้ว ต้าเลยขอลาออกเลยตั้งแต่สัปดาห์แรก 

- จากนั้น ต้าก็ได้ทำใจและเดินมานั่งข้างยัต และพูดกันแบบเพื่อนว่า "เฮ้ย ไม่รู้ว่ากูทำให้มึงหงุดหงิดรึเปล่า มันดูไม่ดีเลย บางทีเราก็ทะเลาะกันต่อหน้าลูกน้อง ต่อหน้าเมียมึง ลูกมึงด้วย หรือเราจะไม่เหมาะกัน มึงทำคนเดียวไปเลยแล้วกัน" แต่ตอนนั้นก็ยังงงๆ ว่า ตั้งออฟฟิศที่บ้านของต้าแล้ว มีชื่อถือหุ้นไปแล้ว แต่ก็ตัดสินใจเด็ดขาด ไปต่ออีกลำบากแน่เลย เขาก็บอกว่า เพิ่มเริ่มเอง จะแยกกันเลยเหรอวะ ปรับๆ กันไป ก็เลยคิดได้ คงไม่ทะเลาะกันแล้ว ก็เลยโอเค อยู่ต่อ 

- แต่จากนั้นก็เป็นเหมือนเดิม ต้าก็อดทน โดยในระหว่างนั้น ต้าบอกว่าตัวเองโดนครอบงำทางความคิด โดนหลอกความจริง และจะมาพูดใส่ว่า เราผิดเสมอ ต้องให้เชื่อฟังเขา ด้วยความที่เรารักเพื่อน และเขามาพูดว่า ตอนที่ทำเฟ็ดเฟ่ใช้ความคิดต้าไปแล้ว เขาเห็นบางจุดว่ามีข้อเสียตอนที่ต้าบริหารเฟ็ดเฟ่ แต่พอมาทำรอบนี้เขาขอมีความคิดเป็นหลัก บวกกับเขาบอกว่า ต้าสมองเสื่อม ฟอร์มตก ความคิดไอเดียไม่ดีแล้ว ตัดต่อไม่ดี ต้าบอกว่าตอนแรกก็ไม่เชื่อว่าตัวเองจะเป็นแบบนั้น แต่ด้วยความที่เขาพูดแบบนี้ทุกวัน และด้วยความที่เป็นคนรักและศรัทธายัต เป็นแฟนคลับคนแรกในชีวิตของยัต ย้อนไปช่วง ม.1 ต้าเคยยืนเกาะลูกกรงโรงเรียนและมองว่า ยัตเป็นคนตลก รู้สึกถูกชะตาและอยากเป็นเพื่อน ก็เลยพยายามหาวิธีไปเป็นเพื่อนด้วย จนได้มาเป็นเพื่อนกับเขาตอน ม.4 อยู่ห้องเดียวกัน 

- ต้าบอกว่า ที่เขาบอกว่าความคิดเราไม่ดีๆ ไม่อยากให้บริหารหรือออกความคิดแล้ว แต่เขาก็ได้หยิบงานที่ต้าคิดออกมาใช้ เขาจะด่าๆ บ่นๆ และจะจบที่ว่า "อ่ะ มึงทำเลย มึงทำของมึงไปเลย กูปวดหัวแล้ว" สุดท้ายต้าก็ทำอยู่ดี แต่เขาก็ทำด้วย แต่แค่บอกว่าความคิดเขาดีกว่า และให้เอาของเขาไปทำ 

- ทนายไข่มุกบอกว่า ปัญหาไม่ใช่อยู่ที่คำพูด แต่มันรวมถึงการกระทำ ที่เขาทำอะไรกับเพื่อนคนนี้ก็ได้ อย่างเช่น อยู่ดีๆ ไปโกนหัวพี่ต้า แล้วลงท้ายด้วยว่า เดี๋ยวมึงดังแน่ถ้ากูทำแบบนี้ คือเขาจะทำอะไรกับพี่ต้าก็ได้ ทั้งทุบหัว ทั้งตี

- ต้าบอกว่า เขาจะมีเหตุผลดีๆ ในการโน้มน้าวเสมอ ว่ามันฮา ทำให้มีวิวเยอะ ต้าบอกว่า ตัวเองเหมือนคนที่ถูกมองโบ๋ (มองเหมือนไม่มีตัวตน) และใครก็ได้สามารถเข้ามาแกล้งได้ รวมถึงพนักงานบัญชีในบริษัทด้วย ต้าบอกว่า ตัวเองจะโดนด้อยค่าตลอด และก็ยอม เหมือนเป็นคนกระจอกในออฟฟิศที่ใครจะทำกับตัวเองก็ได้ ซึ่งต้าบอกว่า การที่โดนทำแบบนี้ไม่มีใครเต็มใจเลย แต่เหมือนเราถือตำแหน่งพี่ใหญ่ที่ไม่อยากให้บรรยากาศในออฟฟิศมันไม่ดี เราก็เลยยอมทุกคน และโดนการปั่นหัวมาตลอดเวลา แม้กระทั่งนอกกล้อง

- ต้าบอกว่า เวลาไปออกกอง เบิกเงินออฟฟิศไม่ทัน ก็ต้องออกเงินไปให้ก่อน ก็มีหน้าที่ถ่ายทำตัดต่อ พอเสร็จก็กลับมาเบิก ก็จะมีคำพูดว่า "งานไม่ผ่าน ยังจะกล้ามาเบิกอีกเหรอ ต้องรับผิดชอบเองแล้วล่ะมั้ง ออกเองแล้วแหละ" เราก็เชื่อว่ามันไม่ดีจริงๆ ก็เลยต้องออกเงินเอง เพราะไม่อยากทะเลาะให้บรรยากาศมันเสีย ก็ยอมกินเนื้อตัวเอง

- ทนายไข่มุกบอกว่า ทั้งเฟ็ดเฟ่และแฟนคลับทุกคนรู้ว่า พี่ต้าป่วยจิตเวท ซึ่งก็เกิดจาก Gaslighting ตรงนี้ด้วย และมีใบรับรองแพทย์ออกมาด้วย 

- เมื่อถามว่า ทำไมครั้งนี้ถึงลุกขึ้นมาพูดและต่อสู้ ต้าบอกว่า อยากเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับชีวิตเราบ้าง เพราะหันไปพ่อก็ป่วยหนัก จนต้องกลับไปรักษาตามมีตามเกิดที่บ้าน เพราะไม่มีเงิน แม่ก็ลำบาก แฟนก็ต้องเลิกเพราะเราไม่มีอนาคตเลี้ยงเขา ตอนแรกออกมาพูดแล้ว แต่ไม่มีใครเชื่อเลย และไม่เคยมีแฟนคลับเลย เพราะทำแต่งานเบื้องหลัง ไม่ได้ออกหน้ากล้อง ไม่ใช่ตัวตลก ไม่มีซีนเด่น จนสุดท้ายออกมาพูด ไม่มีใครเชื่อแล้ว เขาก็ไปรวมกลุ่มกับรุ่นน้องเฟ็ดเฟ่เก่า และโอฮาน่า (Ohana) และมีคำพูดว่า เฟ็ดเฟ่มากันครบเลย ยกเว้นเบียร์สดกับเจเด็ด และไม่มีชื่อของต้า ทุกคนรวมกันชื่นมื่น และมีการไปสงสารยัตไปกอดยัตว่า น่าสงสารจังเลย ถูกกระทำ

- อดีตเพื่อนเหมือนกับ Gaslighting ว่า บริษัทเฟ็ดเฟ่ไม่ใช่ของต้า แล้วมันจะมีเงินยูทูบของเฟ็ดเฟ่ มันขึ้นอยู่กับต้า เพราะถือหุ้นอยู่ 98.5% และมันขึ้นอยู่กับว่า ต้าจะใช้เองหรือแบ่งให้เพื่อนก็ได้

- ทนายไข่มุก บอกว่า ต้าได้เอาเงินออกมาจากยูทูบของเฟ็ดเฟ่ เพื่อเอามาจ่ายค่าภาษี เพราะช่องเฟ็ดเฟ่ มันยังไม่ปิดไป ยอดวิวมันยังรันอยู่ แต่ยัตมองว่ามันไม่ถูกต้อง ซึ่งต้าก็งงว่าจะให้ทำยังไง ยัตเลยบอกว่า ให้ต้าพิมเข้าไปในกลุ่มขอโทษเพื่อนๆ ทุกคนที่เอาเงินมาใช้ ทำให้เพื่อนมองว่าไม่ดี และก่อนหน้านี้มีแชตออกมาว่า พี่ต้าได้ขอโทษที่เอาเงินเพื่อนไป ซึ่งเหตุการณ์จริงๆ พี่ต้าเอามาใช้เรื่องการทำบัญชีกับภาษี ซึ่งเงินนั้นไม่ใช่เงินของบริษัทชัยโสโร 

- ต้าบอกว่า ตัวเองมีปัญหาจากชัยโสโร เพราะตอนแรกเงินเดือน 150,000 บาท และถูกหักเหลือ 40,000 บาท โดยเขาให้เหตุผลว่า ทำงานไม่ดี คิดงานไม่ผ่าน คลิปที่ทำออนไปแล้ว ไม่ดี ปรับแล้วก็ไม่ดี เริ่มทะเลาะกัน เขาก็บอกว่า เดี๋ยวจะจ้างพนักงานเพิ่ม 2 คน ต้าจะได้ไม่ต้องทำแล้ว เดี๋ยวหักในส่วนนี้เอาไปจ้างพนักงานเพิ่มหักไป 100,000 บาท ไปจ้างพนักงาน ซึ่งต้าก็เชื่อ เพราะตอนนั้นเริ่มมีอาการจิตเวชแล้ว 

- ต้ายอมรับว่า ตัวเองป่วยตั้งแต่อยู่เฟ็ดเฟ่แล้ว เพราะป่วยหลายโรค ตอนที่อยู่เฟ็ดเฟ่ก็ป่วยหนักมากๆ เพราะทำงานหนักมากๆ ถึงขั้นเกือบตาย เพื่อนต้องสั่งให้ไปโรงพยาบาลถึงจะไป ส่วนอาการทางจิตก็เป็นมาตลอด ต้าบอกว่าถ้าพูดถึงเขาเมื่อไหร่ก็จะรู้สึกกลัวทันที เป็นบาดแผลชีวิต ตอนนี้ก็ยังไม่ไหว เหมือนเป็นบาดแผลติดตัวไปตลอดชีวิต 

- ต้าบอกว่า ไม่อยากให้เรื่องมันเกิดขึ้นเลย เสียใจมากที่ต้องมาพิพาทกัน เพราะรักเพื่อนคนนี้มาก 

- ต้าเผยว่า ชีวิตสิ้นไร้ไม้ตอกจริงๆ ไม่มีทนายคนไหนรับทำคดีให้ วันที่เดินไปหา ทนายไข่มุก เดินไปหาจากพระโขนงไปหาที่นนทบุรี เมื่อถามว่าทำไมไม่นั่งรถไป ต้าบอกว่า มันเป็นวันที่โดนทัวร์ลงหนัก เลยทำให้คิดอะไรไปเรื่อยๆ โดนแบนงานในวงการ ไลฟ์สดขายของคนก็ตามมาด่าว่า ขายเพื่อน เกาะเพื่อน ทั้งอับจนหนทาง ไม่มีเงิน พ่อป่วยหนัก 

- ทนายไข่มุกบอกว่า ก่อนหน้านี้มีพี่แอ๊ะเขาพาพี่ต้ามาหา ซึ่งตอนนั้นพี่ต้ามีคดีเยอะมาก และทำไปได้ 1 คดี หลังจากนั้นมีคดีเยอะมาก เพราะพี่ต้าถูกฟ้องเป็นจำเลยหลายคดี ฟ้องผ่านศาลประมาณ 2-3 คดี ที่สน.คลองด่านอีก 4 คดี และพี่ต้าเคยบอกทนายว่า ตอนนี้ผมไม่มีเงินเยอะขนาดนั้น มันจะมีแค่คดีแรกๆ ที่พี่แอ๊ะช่วยออกเงินค่าคดีความ ตอนหลังที่พี่ต้าถูกฟ้องหลายคดี เขาไม่มีเงินค่าคดีความ ก็ใช้ชีวิตแบบเดินบ้าง พยายามกอบกู้ชีวิตตัวเอง ทำคลิป และมาหาทนายความเพื่อเล่าสิ่งที่เกิดขึ้น พี่ต้าเล่าว่า จริงๆ ผมเกือบตายแล้ว ผมซื้อปืนจากเพจ แล้วเขาก็บิดผม ผมเลยไม่ตาย

- ต้าบอกว่า ที่ผ่านมาชีวิตไม่มีใครเลย ไม่มีเพื่อน ไม่เคยไปสังสรรค์กับเพื่อนเลย ชีวิตมีแต่ทำงาน กลับบ้านนอน มีแต่เขาเป็นเพื่อนเท่านั้น รัก และอยากที่จะให้เขามีความสุข สมมติเขาหงุดหงิดในตัวเรา เราก็ไม่ตอบโต้และยอมเพื่อที่จะให้เขาหายหงุดหงิด 

- เมื่อถามว่าทำไมถึงถอนชื่อออกจากการเป็นหุ้น ต้า บอกว่า ผมไม่รู้เรื่อง เพิ่งมารู้ทีหลังครับ ในวันที่อยู่กันไม่ได้ ตัวเองก็หนีออกมา เขาก็โทรมาง้อ และเราก็ยอมในบางเรื่อง แต่เรายังไม่เคยมีการพูดถึงในเรื่องหุ้น และทรัพย์สินบริษัท เพราะมันยังไม่ได้เลิกกันขาด แต่แค่แยกกันอยู่ 

- ด้านทนายไข่มุก ขยายความว่า พี่ต้าไปศาลและพบว่ามีรายงานการประชุมผู้ถือหุ้น และมีสัญญาซื้อขายหุ้น ทำให้ตกใจว่าตัวเองไปเซ็นตอนไหน เพราะรายงานกระประชุมวันนั้น พี่ต้าไลฟ์ขายของอยู่ เลยมองว่า ต้าไม่ได้เซ็นจริง และเป็นเท็จ ซึ่งในวันประชุมนั้นต้องมีผู้ถือหุ้นด้วย ก็คือ ต้า ยัต และภรรยาของยัต แต่ต้าไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วยเพราะไลฟ์ขายของอยู่ ซึ่งมีหลักฐานชัดเจน แต่ปรากฎว่ามีลายเซ้นของต้าในเอกสารออกมา นอกจากนี้ยังมีเอกสารการซื้อขายหุ้น ซึ่งก็ได้ถามต้าแล้ว ต้ายืนยันว่าไม่ได้เซ็น เพราะมันใส่รายละเอียดมาเยอะมาก จากนั้นก็มีปรากฎออกมาว่า ต้าขายหุ้นในราคา 300,000 บาท และมีสลิปที่ภรรยาของยัตโอนเงินให้ต้า 300,000 บาท แต่ไปไล่เทียบดูแล้ว ปรากฎว่า เป็นเงินที่ภรรยาของยัตโอนให้ต้าเป็นค่าแคมเปญเสื้อของขวัญปีใหม่ เพราะต้าเซ็นสำเนาถูกต้องในการรับเงินไป 

- ต้าเล่าเรื่องการเซ็นเอกสารบอกว่า เราเปิดบริษัทมาแบบบ้านๆ เลย ไม่มีระบบระเบียบ บางทีเรามีถ่ายงานข้างนอก ไม่มีเวลาเข้ามาเซ็น ก็ให้บัญชีเซ็นไปเลย หรืออาจจะเป็นคนอื่นเซ็นก็ได้ เพราะเรามีการซ้อมเซ็นกันอยู่แล้ว

ขณะที่ฝั่ง ยัต ก็ได้เปิดเผยถึงเรื่องราว ที่ผ่านมาเลือกเงียบเพราะทนายแนะนำให้ใช้หลักฐานพิสูจน์ ขอร้องแฟนคลับอย่าฟังความข้างเดียว และโต้ข่าวฮุบบริษัท คลิปเสียงที่มีออกมาถูกตัดต่อบิดเบือน.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

- ฟังเรื่องราวในมุม "ยัต" สรุปคำตอบจากปากทุกอย่างคืออะไร? โต้กลับ "ต้า เฟ็ดเฟ่" คุยกันตัวต่อตัว

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม