โอกาสรักครั้งสุดท้าย ตูมตาม-ยุทธนา เปื้องกลาง วางแผนสร้างชีวิตคู่ หลังคุกเข่าขอสาว อาหลี-อัฐริญญา แฟนสาว แต่งงาน เจอ ตูมตาม มาร่วมเปิดตัว “KKN Clinic” คลินิกบริการเสริมความงามครบวงจร ที่ย่านทาวน์อินทาวน์ เลยเปิดใจว่า“ในความรู้สึกผมนะ ผมไม่ได้เตรียมการอะไรเลย แค่เซอร์ไพรส์เฉยๆ สรุปง่ายๆคือเวลาที่เรารักใคร เราก็อยากให้คนที่เรารักเค้าได้รับสิ่งที่เค้าควรได้รับในเรื่องของการปฏิบัติต่อกัน ผู้หญิงคนนึง ผมว่าคงไม่มีอะไรมากไปกว่าความรักที่เค้าจะได้รับ อันนั้นจึงเป็นแค่หนึ่งในสิ่งที่ทำต่อกัน แต่สิ่งที่มากกว่านั้นคือมันไม่ได้การันตีอยู่ที่แค่แหวน มันคือการใช้ชีวิตร่วมกัน ผมบอกเลยว่าถึงวัยนี้ไม่ง่ายเลยครับ พวกเรารักกันมากนะครับ แต่มันก็ยังมีปัญหาอุปสรรคให้เราต้องเรียนรู้กันเยอะมากๆ อันนี้สนุกกว่าเยอะ (หัวเราะ)” มันถึงจุดไหนที่ทำให้เรารู้สึกว่าต้องขอเค้าแต่งงานแล้ว?“มันต้องย้อนกลับไปตั้งแต่แรกๆเลยว่าการที่จะมีความรักในครั้งนี้สำคัญมากๆ สำหรับผม เพราะว่าผมถือว่ามันสะบักสะบอมกับคำว่าความรักเยอะมาก ทุลักทุเลครับ เลยค่อนข้างยากมากในการตัดสินใจจะมีความรัก ผมเลยรู้สึกว่าถ้าจะมีคนรักใหม่ ขออย่างเดียวเลยว่าขอให้เรารู้สึกได้และมั่นใจได้จริงๆ ผมถามตัวเองเป็นเวลานานมาก และผมก็รู้จักน้องมาครึ่งปีเกือบจะปี กว่าจะมีโอกาสเข้าไปคุยกับเค้าจริงๆ ก็มองอยู่ไกลๆ แค่นั้น ไม่ได้กลัวการผิดพลาด ไม่ได้กลัวคบไปแล้ว ถึงวันนึงมันจะไม่ประสบความสำเร็จรึเปล่า แต่ผมแค่บอกตัวเองว่านี่เป็นครั้งสุดท้ายนะ เป็น Last Chance โอกาสสุดท้ายของผมสำหรับการที่จะมีความรัก การที่จะถือคู่ครอง ผมก็เลยค่อนข้างจริงจังมาก ผมตั้งใจแล้วว่าผมอยากแต่งงานกับคนนี้ ผมอยากไปให้ถึงจุดนั้น จะทำทุกอย่างเพื่อที่จะรักและดูแลกันไป” เราคาดหวังไว้เลยใช่มั้ย ทำไมถึงคิดว่าเป็นโอกาสสุดท้าย?“ผมเบื่อแล้วครับ ความรักครั้งนี้เกิดขึ้นจากความเบื่อในความรักด้วย จริงๆผมไม่อยากมีแล้ว แต่ผมมีเงื่อนไขกับตัวเองด้วยว่า คิดว่ามันต้องดีแค่ไหนถึงทำให้เรากลับมาเริ่มได้อีก เค้าเป็นแบบนั้น เค้ามากะเทาะเปลือกของเราแบบนั้น มันทำให้เรารู้สึกว่าได้เห็นแง่มุมของความรักอีกครั้งนึงครับ”แปลว่าถ้าไม่ใช่คนนี้ “ตูมตาม” ก็อาจไม่มีแฟนแล้วด้วย?“ก็คงไม่อยากมีแล้ว อาจจะอยู่โสดๆ ไป ทำงานไป ที่ผ่านมาเราก็ถือว่าใช้ชีวิตครองโสดอยู่สองสามปี ที่แบบมีคุยนั่นนี่นะ ปกติ เพียงแต่ว่าที่ผ่านมาเรามีปัญหาอยู่เรื่องเดียวคือแค่เหงาครับ มันคงไม่ใช่เหตุผลใหญ่ที่ทำให้เราต้องกระโดดไปหาใครและไปทำชีวิตพังอีก มันก็ไม่ได้ ผมคิดว่าแค่เหงาเราก็ทนไป ก็อยู่ได้ ไม่เป็นไรครับ” เราเคยบอกอาหลีมั้ยว่าเธอคือคนที่เราคิดว่าโอกาสสุดท้ายแล้ว?“เค้ารู้เสมอครับ เราคุยกันเยอะมาก รู้จักกันดีมากๆ ในทุกเรื่อง และประคับ ประคองความรักกัน โดย ที่ไม่เพ้อเจ้อ ทำให้เรามีสติในการรักกัน”ย้อนกลับไปโมเมนต์ ณ วันนั้นเป็นยังไงบ้าง?“แฮปปี้ครับ (หัวเราะ) ผมก็ตื่นเต้นนะ ผมทำเองหมดเลย สายยูทูบเบอร์เลยครับ ก็ทำเองหมดเพราะว่าผมให้ความสำคัญกับโมเมนต์แบบนี้ ผมอยากให้มันมาจากความรู้สึกของเราจริงๆ” เค้ารู้ตัวมั้ย? “ผมว่ารู้ (หัวเราะ) ไม่เคยปิดได้เลย ผมเซอร์ไพรส์คนไม่เป็นเลย ผมเป็นคนชัดเจนมาก ตรงไปตรงมามากๆ ก็พยายามแล้วนะ เค้าก็มาบอกทีหลังว่ารู้อยู่แล้ว (ยิ้ม) ก็โอเค แต่ก็ดี มันไม่ได้อยู่ที่เซอร์ไพรส์ไง ผมว่ามันอยู่ที่เจตนาเรา” วินาทีนั้นเค้าพูดกับเราว่ายังไง?“วินาทีนั้นก็แค่ ‘ค่ะ’ แค่นั้นเอง แล้วก็ยิ้มครับ เอาจริงๆผมก็เพิ่งรู้ว่าโมเมนต์การขอกันแต่งงานต่างๆ เรื่องพวกนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นมันคือความตื่นเต้นแค่นั้นเอง โมเมนต์นั้นมันคือทำอะไรไม่ถูก ฉันทำอะไรลงไป ชาไปหมดเลยครับ แล้วค่อยมานั่งคุยกันทีหลังว่ามันเกิดอะไรขึ้นนะ มานั่งดูคลิปก็รู้สึกว่ามันน่ารักดีนะ เขินจัง (หัวเราะ) ผมก็เพิ่งเข้าใจว่ามันเป็นแบบนี้” ตอนนี้วางแพลนอนาคตไว้ยังไง?“ตอนนี้จริงๆแล้วการสวมแหวนกันไปตอนนั้น สิ่งสำคัญที่สุดเลยที่เราทำคืออยากแสดงเจตนาที่ชัดเจนว่าเรารักกันนะ ไม่ต้องไปกังวล คิดมาก เราเข้ากันได้ดีทุกอย่างมันโอเค ดีมากๆใช้ชีวิตต่อ ตั้งแต่วินาทีนั้นก็ใช้ชีวิต สิ่งไหนที่ตัวเองอยากทำ สิ่งไหนที่ชีวิตอยากประสบความสำเร็จอะไร ที่ฝันอะไรอยากทำ ทำไปเลย เราซัพพอร์ต ส่วนเราเองอยากทำอะไรในชีวิตบ้าง ก็ซัพพอร์ตกัน อยู่เป็นทั้งเพื่อน ทั้งคนรัก เป็นทุกอย่างให้กันและกัน พยายามบาลานซ์ให้ได้ดีที่สุดในทุกวัน” แต่ยังไม่มีแพลนกำหนดชัดเจน?“ถ้าคุยกันแบบคร่าวๆ มันให้เวลากันประมาณ 2-3 ปีครับ แต่ถ้าเอาตามจริง มันต้องดูระหว่างกันด้วย พวกเราเตรียมการกันพร้อมหรือยัง หลายสิ่งลงตัวหรือยัง แพลนก็บอกกันได้คร่าวๆซึ่งระยะเวลาที่เราคบหากันก็ประมาณปีครึ่งครับ ตั้งแต่รู้จักกันมา เริ่มได้เห็นหน้าค่าตา ตั้งแต่ผมเริ่มแอบชอบเค้าก็ปีครึ่งครับ” มองว่า มันเร็วไปมั้ย?“มันไม่เร็วครับ จริงๆเร็วไหม ผมพูดไปก็จะเลี่ยนเนอะ (หัวเราะ) ส่วนตัวผมรู้สึกว่าทำไมมันถึงเป็นโอกาสสุดท้าย ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ ผมรู้สึกว่าสิ่งเดียวที่ผมขาดไปในเรื่องของความรัก คือผมยังไม่เจอคนที่มันใช่ คนที่มันเข้ากันได้ดี คนที่เป็นคู่ของเราแบบนี้ได้จริงๆ ฉะนั้นผมเลยรู้สึกว่าก็นี่แหละ การเจอแล้ว ผมนับรวมอายุตัวเองไงครับ ผมว่าตั้งแต่เกิดมาผมก็ 30 ปีแล้ว กว่าผมจะเจอคนแบบนี้แค่นั้นเองครับ ผมเลยรู้สึกว่าไม่ได้เร็วหรือช้าไป”2-3 ปีนี้ไม่กลัวเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นเหรอ?“ใช้คำว่ายอมรับดีกว่าครับ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็พยายามมองเห็นความเป็นจริงของมัน และมีสติกับมันให้มาก เพราะเราเริ่มต้นกันมาแบบนี้ ไม่ได้เริ่มต้นกันด้วยแพสชั่นที่หลงใหล ไร้สติในการรักกัน พูดตรงๆว่าน้องก็ไม่ได้คิดจะมาคบหรือชอบตั้งแต่ทีแรก ผมก็ไม่ได้คิดว่าจะไปจีบบุกเบิกเค้าเลยนะ เพียงแค่เห็นกันอยู่ห่างๆ แล้ววันนึงมีโอกาสได้คุย ได้แลกเปลี่ยนทัศนคติ แล้วเราเข้าใจตรงกันในการที่จะเดินทางไปด้วยกัน เราจะพยายามประคับประคองกันอย่างมีสติให้มากที่สุด”.