เป็นคำถามซ้ำๆ ของหลายคน ทำไม? เวลาเอาทองไปขายคืนร้านทอง กลับได้ราคาไม่ตรงกับที่สมาคมค้าทองคำประกาศ ยิ่งช่วงใกล้ปีใหม่ หรือมีความจำเป็นจริงๆ ต้องการเงินไปใช้จ่าย ทองคำอาจเป็นหนึ่งในตัวช่วยให้ได้เงินมา
อันดับแรกเพื่อเป็นความรู้คร่าวๆ เพราะร้านทองทั่วไปไม่ได้ผลิตทองคำแท่งเอง ต้องเดินทางไปซื้อจากแหล่งผลิตในราคาที่สมาคมค้าทองคำประกาศ มาขายให้กับลูกค้า ดังนั้นต้องมีค่าใช้จ่ายเดินทาง ค่าเสี่ยงภัย และอื่นๆ รวมถึงกำไรบวกไปกับราคาทอง จึงเป็นคำตอบ เมื่อลูกค้านำทองมาขายคืนร้าน และร้านต้องนำทองกลับไปขายคืนให้ร้านจากแหล่งผลิตอีกต่อ จึงต้องคิดค่าใช้จ่ายทั้งขาซื้อและขาย
ส่วนประเภทของทองคำที่ซื้อง่าย ขายคล่อง ถูกหักน้อยสุดเมื่อนำไปขาย คงไม่พ้นทองคำแท่ง ซึ่งคนนิยมซื้อมาเก็บเพื่อลงทุนเก็งกำไร แตกต่างจากทองรูปพรรณ มีค่ากำเหน็จ ถูกแพงขึ้นกับลวดลายของทอง ทำให้ตอนซื้อต้องจ่ายเพิ่มและตอนขายคืนร้านทองก็โดนหักมาก จากเหตุผลน้ำหนักทองอาจหายเพราะการสวมใส่ ทั้งนี้ราคารับซื้อคืนทองรูปพรรณ ที่ผ่านมาทาง สคบ.กำหนดให้ร้านทองสามารถหักได้ไม่เกิน 5% คิดจากราคารับซื้อคืนทองคำแท่งในวันนั้นๆ เพราะฉะนั้น ทองรูปพรรณ คนจึงไม่นิยมในการซื้อมาเก็บรอขายทำกำไร
สำหรับการกำหนดราคารับซื้อคืนทองรูปพรรณของ สคบ. เป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยทราบ และต้องขายคืนกับร้านทองร้านเดิมเท่านั้น ที่ผ่านมามีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ 1 ต.ค. 2547 เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค แต่ยังมีร้านทองหลายร้านเอาเปรียบ กดราคารับซื้อเกินกว่า 5% จากราคารับซื้อคืนทองคำแท่ง อ้างอิงของสมาคมค้าทองคำ ถือมีความผิดโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ สคบ.ยังออกประกาศให้ทองคำรูปพรรณเป็นสินค้าที่ควบคุม ต้องมีฉลากเกี่ยวกับสินค้าอย่างชัดเจน
เพื่อให้เข้าใจกันได้ง่ายๆ หากนำทองรูปพรรณไปขายคืน ย้ำต้องร้านทองร้านเดิมเท่านั้น ยกตัวอย่างวันที่ 3 ธ.ค. 2561 สมาคมค้าทองคำ ประกาศล่าสุดราคาทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 18,616.48 ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 18,950 เมื่อหัก 5% ของราคารับซื้อคืนทองแท่ง 18,950 คูณ 5 หาร 100 จะเท่ากับ 947.50 บาท เมื่อนำทองรูปพรรณไปขายจะได้เงิน 18,616.48 ลบ 947.50 จะเท่ากับ 17,668.98 บาท
ด้าน นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท เอ็มทีเอสโกลด์ แม่ทองสุก เปิดเผยทีมข่าวเจาะประเด็นไทยรัฐออนไลน์ ว่า ช่วงนี้ราคาทองไทยมีโอกาสปรับลดลง จากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ซึ่งได้กดราคาทองคำ โดยให้แนวรับที่บาทละ 19,000 ขณะที่ราคาทองต่างประเทศยังทรงตัว อยู่ในช่วงรับรู้ข่าวดี โดยหุ้นดาวโจนส์ของสหรัฐฯ ดีดขึ้น 400 กว่าจุด ทำให้ราคาทองคำยังไม่ดีดตัว อีกทั้งต้องรอความชัดเจนของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ในการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ในอีก 2 สัปดาห์ อาจทำให้ราคาทองไทยปรับขึ้นไปได้ คาดจะกลับมาดีดตัวปรับขึ้นช่วงสิ้นเดือน ธ.ค.นี้ ไม่เกินบาทละ 1,9500
"หลังปีใหม่ หรือช่วงต้นปีไปจนถึงกลางปีหน้า ราคาทองไทยอาจขยับขึ้นมาบาทละ 20,000 ดังนั้นในระยะนี้ขอให้นักลงทุนเก็บทองที่ซื้อสะสมไว้ อย่าเพิ่งขาย ให้รอจังหวะปล่อยขายในช่วงเวลาที่เหมาะสม ทำกำไร"
ส่วนผู้ต้องการขายคืนทองคำกับร้านทองขอให้ยึดราคาอ้างอิงของสมาคมค้าทองคำเป็นหลัก ซึ่งมีราคารับซื้อทั้งทองแท่งและทองรูปพรรณ โดยในส่วนทองรูปพรรณจะมีการหักค่าสึกหรอ มีการบวกลบขึ้นอยู่กับแต่ละร้านประมาณ 300-500 บาท หรือรับซื้อตามเปอร์เซ็นต์ของทองคำ หากเปอร์เซ็นต์ทองไม่ดีอาจถูกหักมาก และอยากแนะนำให้ยอมเสียเวลาหาข้อมูลการรับซื้อจากร้านทอง 2-3 แห่ง เพื่อเปรียบเทียบ อีกทั้งควรซื้อทองจากร้านที่น่าเชื่อถือ ซึ่งขายทองเต็มเปอร์เซ็นต์ ทำให้เวลาขายคืนได้ราคาดี โดยขณะนี้ทาง สคบ.ลงพื้นที่ร้านทองต่างจังหวัด เพื่อคุมเข้มการแสดงฉลากและเปอร์เซ็นต์ของทอง ให้ได้มาตรฐานตามที่ได้ออกประกาศไปก่อนหน้า.