นศ.แฉมีเสียงปืนดังทั้งวันม็อบโวยฆ่านักโทษอีก36ศพกองกําลังดักโจมตีตร.ดับ24

คนไทยชุดแรกที่หนีภัยสงครามกลางเมือง ในกรุงไคโร อียิปต์ กลับถึงไทยชุดแรกแล้ว 368 คน โดยรัฐบาลจัดเที่ยวบินพิเศษไปรับจากดูไบ ญาติพี่น้องมารอรับกันแน่นสนามบินดอนเมือง เผยยังมีนักเรียนไทยอีกบางส่วนละล้าละลังในการเดินทางกลับ ส่วนสถานการณ์สู้รบที่อียิปต์ ความรุนแรงลดลง บรรยากาศเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ

ภายหลังสถานการณ์นองเลือดในประเทศอียิปต์ ทวีความรุนแรง จนต้องมีการอพยพคนไทยในอียิปต์ ทั้งผู้ที่ไปทำงานและนักศึกษาคนไทย หนีภัยการสู้รบกลับเมืองไทยนั้น ในที่สุดคนไทยที่อพยพหนีภัยสงคราม ได้เดินทางกลับถึงไทยโดยสวัสดิภาพเป็นชุดแรก

เช้าวันเดียวกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางเยือนทาจิกิสถานและปากีสถาน อย่างเป็นทางการ ถึงการช่วยเหลือคนไทยในอียิปต์ว่า รัฐบาลได้เตรียม พร้อมตั้งแต่สถานการณ์เริ่มมีความรุนแรง จนถึงขั้นที่ต้องอพยพคนไทยกลับ ขณะที่สถานทูตไทยในอียิปต์เปิดให้การช่วยเหลือคนไทยตลอด 24 ชั่วโมง เปิดช่องทางเว็บไซต์ต่างๆ มีวอร์รูมในกรุงเทพฯ ประสานติดต่อคนไทยในอียิปต์ เท่าที่ได้รับรายงาน มีคนไทยแสดงความประสงค์กลับแล้ว ประมาณ 900 คน  รัฐบาลได้ประสานการบินไทย กระทรวงคมนาคม ให้การช่วยเหลือ รวมถึงสั่งการให้ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ. นำเครื่องบินกองทัพเข้าให้การช่วยเหลือ ขณะนี้ทุกอย่างเรียบร้อยดี ส่วนคนไทยที่ยังอยู่ในอียิปต์มีความปลอดภัยดี หากไม่ประสงค์กลับรัฐบาลจะเข้าไปดูแลในเรื่องของสถานที่พักหรือการไปอยู่ประเทศใกล้เคียง

อีกด้านวันเดียวกัน เมื่อเวลา 08.00 น. ที่อาคารผู้โดยสารขาเข้า ชั้น 2 ท่าอากาศยานดอนเมือง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) ได้เปิด ศูนย์ประสานงานในการต้อนรับคนไทยกลับจากอียิปต์ อำนวยความสะดวกให้ญาติของคนไทยที่อพยพกลับจากอียิปต์ ที่ห้องรับรองพิเศษ วีไอพี/ซีไอพี 5 พร้อมหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ 0-2535-3861 โทรสาร 0-2535-3862 ตั้งแต่เช้ามีสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศ มาปักหลักรายงานข่าวอย่างคึกคัก ขณะที่ญาติพี่น้องของผู้อพยพ ทยอยเดินทางมารอรับคณะคนไทยและนักศึกษาไทยที่กลับจากอียิปต์ เที่ยวแรกช่วงบ่าย โดยนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว. คมนมคม สั่งการให้ ขสมก.จัดรถโดยสาร 15 คัน รอรับส่งไปยังสถานีหมอชิต ขนส่งสายใต้ และอนุสาวรีย์ชัยฯ เพื่อเดินทางต่อในการกลับภูมิลำเนา

นายปรีดา เชื้อผู้ดี ที่ปรึกษาจุฬาราชมนตรี ที่ไปรับนักศึกษาไทยที่ไปเรียนที่อียิปต์ที่สนามบินดอนเมือง กล่าวว่า  สถานการณ์ที่ประเทศอียิปต์เลวร้ายมาก แม้ประชาชนเข้าไปหลบหนีในมัสยิด ฝ่ายรัฐบาลยังไม่เว้นยิงประชาชนได้ลงคอ จนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ทั้งนี้ มีนักศึกษาไทยเดินทางไปเรียนที่อียิปต์ปีละ 100 คน ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัจจุบันมีนักศึกษารวมทั้งหมด 1,000 คน สิ่งที่เป็นห่วงนักศึกษาไทยเบิกเงินไม่ได้ ทำให้กลับเมืองไทยไม่ได้ อยู่กันลำบาก ตอนนี้มีนักศึกษายืนยันความประสงค์เดินทางกลับไทยประมาณ 700 คนแล้ว เดินทางมาชุดแรกได้เพียง 368 คน ที่เหลือยังติดเรื่องเอกสาร จุฬาราชมนตรี มีความเป็นห่วง หากเหตุการณ์สงบ เกรงว่ารัฐบาลไทยจะปล่อยลอยแพ จึงอยากจะให้รัฐบาลออกค่าใช้ จ่ายส่งนักศึกษาเหล่านี้กลับไปเรียนเช่นเดิมด้วย

เวลา 10.00 น. นายณัฏฐวุฒิ โพธิสาโร รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ แถลงภายหลังประชุมวอร์รูม ติดตามสถานการณ์การนำคนไทยกลับจากอียิปต์ ว่า ได้จัดเที่ยวบิน 4 ลำ ไปรับคนไทยที่จะเดินทางกลับรวม 614 คน ว่า ขณะนี้มีนักเรียนไทย เหลืออยู่ราว 300 คน เอกอัครราชทูตไทยได้ประสานงานกับสมาคมนักเรียนไทยในไคโรอย่างใกล้ชิด หากจะพร้อมกลับเมื่อไรก็ยินดีที่จะช่วยเหลือ การช่วยเหลือครั้งนี้ไม่ได้ถึงขั้นวิกฤติ แต่เป็นการสมัครใจที่จะเดินทางกลับเอง  ส่วนนักเรียนไทยที่ยังอยู่ในอียิปต์อีก 3 กลุ่ม มีพวกติดต่อไม่ได้ ไม่กลับและไม่แน่ใจจะกลับดีหรือไม่ เพราะหลายคนยังสอบไม่เสร็จ เวลา 14.05 น. เที่ยวบินพิเศษสายการบินไทย เที่ยวบินทีจี 8477 ได้นำกลุ่มคนไทยและนักศึกษาจากประเทศอียิปต์ 368 คน เดินทางถึงสนามบินดอนเมือง มี พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรี นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมช.ศึกษาธิการ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ปลัดกระทรวงคมนาคม นายปรีดา เชื้อผู้ดี ที่ปรึกษาจุฬาราชมนตรี รอต้อนรับภายในอาคารผู้โดยสาร หลังจากผ่านขั้นตอนตรวจคนเข้าเมืองแล้ว จึงทยอยเดินออกมาทางฝั่งผู้โดยสารขาเข้า ชั้น 1 ฝั่งประตู 2 มีกลุ่มญาติผู้เดินทางกลับยืนเฝ้ารอต้อนรับด้วยความดีใจ บางคนหิ้วถุงลองกองมาเตรียมไว้ให้ลูกหลานกินรับขวัญ ที่ต้องผ่านเหตุการณ์ระทึกในอียิปต์ โดยนักศึกษากลุ่มแรกได้นำธงชาติไทยเดินนำหน้าออกมา  เมื่อบรรดาญาติพี่น้องเห็นลูกหลานของตัวเองต่าง โผเข้ากอดกันด้วยความดีใจ ขณะที่บรรดาช่างภาพหลายสำนักต่างกรูเข้าไปถ่ายภาพจนเกิดเหตุกระทบกระทั่งจากการเบียดกันท่ามกลางความชุลมุน  เด็กคนหนึ่งที่มากับญาติตกใจร้องไห้จ้า จนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเข้ามากัน ให้เป็นระเบียบเรียบร้อยขึ้น

นางสุนันท์ กองเป็ง อายุ 55 ปี มารดาของนายปัญญา กองเป็ง อายุ 33 ปี นักศึกษาที่เดินทางไปเรียนที่กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ กล่าวว่า บุตรชายไปเรียนตั้งแต่ปี 2550 ที่ผ่านมาเคยเกิดเหตุการณ์จลาจลบ่อยครั้ง เมื่อปี 2554 เคยถูกส่งตัวกลับเมืองไทยมาแล้วหนึ่งครั้ง แต่การก่อจลาจลไม่รุนแรงเท่ากับครั้งนี้ ได้ติดต่อกับลูกตลอด และลูกเล่าให้ฟังว่า สถานการณ์จลาจลเลวร้ายมาก มีการฆ่าประชาชนเสียชีวิตจำนวนมาก จนกลายเป็นสงครามกลางเมือง โชคดีบ้านพักลูกอยู่ไกลจากจุดปราบจลาจล แต่ก็รู้สึกเป็นห่วงความปลอดภัยของลูกชาย จนกินไม่ได้นอนไม่หลับ จนทราบว่ารัฐบาลไทยส่งเครื่องบินไปรับคนไทยที่อาศัยอยู่ประเทศอียิปต์ รู้สึกดีใจที่รัฐบาลไทยไม่ทอดทิ้งกัน

นายต่วนฟักรูรอซี นิยามาร์ อายุ 23 ปี ชาวปัตตานี นักศึกษามหาวิทยาลัยอัซฮัร กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ กล่าวว่า เดินทางไปเรียนที่อียิปต์นาน 1 ปีแล้ว หลังเหตุการณ์เริ่มรุนแรง ได้ย้ายออกจากหอพักกลางเมืองไปอยู่รอบนอก ห่างจากจุดปะทะ พร้อมทั้งเตรียมเสบียงอาหาร เตรียมเงินที่ต้องใช้ และคอยติดตามข่าวสารจากทีวี อินเตอร์เน็ต โดยหลังจาก 1 ทุ่ม จะไม่ออกจากที่พักเด็ดขาด เนื่องจากไม่ปลอดภัย ในกลุ่มนักศึกษาก็มีทั้งคนที่อยากกลับและไม่อยากกลับ คนที่ไม่อยากกลับไทยเพราะอาจจะอยู่ในพื้นที่ที่คิดว่าปลอดภัย ส่วนตนกับเพื่อนพอรู้ว่ามีเครื่องบินกลับบ้านได้รีบแจ้งชื่อทันที ดีใจที่กลับถึงเมืองไทยอย่างปลอดภัย และคงจะกลับไปพักที่บ้านก่อน หลังเหตุการณ์สงบแล้วจะกลับไปเรียนต่อ เพราะเสียดายที่เรียนมา 1 ปีแล้ว

อีกรายคือนายยุรนันท์ เพชรมณี อายุ 19 ปี บ้านอยู่เขตประเวศ กรุงเทพฯ กล่าวว่า เพิ่งไปเรียนศาสนาได้เพียง 2 เดือน พักอยู่ที่เขตกุ๊ปบ้าในกรุงไคโรกับเพื่อน 4 คน ขณะเกิดเหตุวุ่นวายในอียิปต์ ตนและกลุ่มนักเรียนไทย ประสานกับสมาคมนักเรียนไทยและกระทรวงการต่างประเทศ หาทางกลับบ้านเพราะสถานการณ์เลวร้ายมาก ได้ยินเสียงปืนดังทั้งวัน หวั่นว่าสถานการณ์จะเลวร้ายมากขึ้น ทุกคนจึงอยากกลับเมืองไทยให้เร็วที่สุด ขณะที่นายสมศักดิ์ ดวงแก้ว อายุ 21 ปี บ้านอยู่ จ.สระบุรี นักศึกษามหาวิทยาลัยอัซฮัร กล่าวด้วยนัยน์ตาแดงก่ำ หลังได้พบนางสำละ ดวงแก้ว มารดาที่มารอรับว่า จุดที่พักอาศัยได้ยินเสียงปืนตลอดเวลา ตอนแรกจะไม่กลับเพราะคิดว่ายังอยู่ได้ ถ้าจะต้องตายก็ยอม แต่ทางบ้านเป็นห่วงเลยตัดสินใจเดินทางกลับไทย รอให้เหตุการณ์สงบแล้วจะกลับไปเรียนต่อ เวลา 17.00 น. มีรายงานว่า ทางการอินเดียได้อนุญาตให้เครื่องบินเช่าเหมาลำ โบอิ้ง 737 จำนวน 2 ลำของไทย ผ่านน่านฟ้าได้แล้ว ทำให้ทั้ง 2 ลำได้ออกเดินทางจากนครดูไบ สหรัฐอาหรับ– เอมิเรตส์ โดยจะมาถึงที่ท่าอากาศยานดอนเมืองในเวลา 01.25 น. และ 02.20 น. ตามลำดับ

สำหรับความคืบหน้าสถานการณ์ในประเทศอียิปต์ วันเดียวกันนี้ สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า บรรยากาศในกรุงไคโร เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว หลังกลุ่มภราดรภาพมุสลิมประกาศยกเลิกแผนการระดมคนออกมาเดินขบวนประท้วง โดยมิได้ระบุว่าจะจัดการชุมนุมรอบใหม่เมื่อใด ขณะที่ พล.อ.อับเดล ฟัตตาห์ อัลซีซี ผบ.กองทัพอียิปต์ ออกแถลงการณ์เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่การสลายชุมนุมครั้งใหญ่วันที่ 14 ส.ค. ระบุกองทัพพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับกลุ่มผู้ชุมนุมที่ใช้ความรุนแรง เราจะไม่นิ่งดูดายปล่อยให้ประเทศถูกทำลายอย่างเด็ดขาด

แต่ต่อมามีรายงานเปิดเผยว่า ได้เกิดเหตุระทึกขวัญขึ้นทางตอนเหนือของกรุงไคโร หลังนักโทษจำนวนหนึ่งที่กำลังอยู่ระหว่างการถูกขนย้ายเรือนจำ ก่อจลาจลลุกฮือ จับเจ้าหน้าที่เป็นตัวประกันและพยายามหลบหนีแต่ไม่สำเร็จ ส่งผลให้นักโทษเสียชีวิต 36 ศพ กระทรวงมหาดไทยอียิปต์ได้รายงานขัดแย้งกัน โดยเบื้องต้นเผยว่าขบวนรถที่ขนย้ายนักโทษ ได้ถูกยิงโจมตีจากกองกำลังติดอาวุธไม่ทราบฝ่าย ทำให้นักโทษจำนวนหนึ่งจากทั้งหมด 612 คน ฉวยโอกาสหลบหนี และยิงปะทะกับเจ้าหน้าที่จนเสียชีวิต แต่ภายหลังกลับระบุว่านักโทษเสียชีวิตจากควันแก๊ซน้ำตาที่เจ้าหน้าที่ยิงสกัดเพื่อไม่ให้พาตัวประกันนักโทษหลบหนี

ขณะที่แหล่งข่าวในหน่วยงานความมั่นคงอียิปต์ เปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า นักโทษไม่ได้เสียชีวิตด้วยสาเหตุอย่างที่กระทรวงมหาดไทยแจ้ง แต่เป็นเพราะเจ้าหน้าที่ได้จับนักโทษยัดเข้าไปในรถตู้ที่แออัดจนขาดอากาศตาย และจากทั้งหมด 36 คนที่เสียชีวิตนั้น มีส่วนหนึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มภราดรภาพมุสลิม ส่วนโฆษกกลุ่มภราดรภาพมุสลิมออกแถลงว่า นักโทษที่เสียชีวิตเป็นกลุ่มผู้ประท้วง ต้านรัฐประหารที่ถูกทางการจับกุม และเหตุดังกล่าวถือเป็นการฆ่าประชาชนทิ้งอย่างเลือดเย็น

นอกจากนี้ ที่เมืองราฟาห์ในคาบสมุทรไซนาย ทางตอนเหนือของอียิปต์ ก็เกิดเหตุการณ์รุนแรงเช่นกัน หลังกลุ่มกองกำลังติดอาวุธไม่ทราบจำนวน ดักซุ่มโจมตีรถโดยสาร 2 คันของตำรวจด้วยปืนกลและจรวดอาร์พีจี ส่งผลให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิต 24 นาย บาดเจ็บ 3 นาย

...