รับไม่ใช่หมอ! หอบหลักฐาน แฉ‘นพ.ชลทิศ’

“เซปิง” ร่ำไห้แถลงข่าวเปิดใจโครงการ “เฟซออฟ” รับไม่ใช่หมอ เป็นแค่ที่ปรึกษาความงามคอยแนะนำผู้มาปรึกษาไปทำศัลยกรรมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ยอมรับเคยร่วมงานกับ นพ.ชลทิศ แต่อึดอัดใจเลยแยกตัวออกมา ด้านหมอชลทิศพบตำรวจชี้รูป “เซปิง” ยันถ้าคู่กรณีแถลงพาดพิงต้องใช้สิทธิ์ตามกฎหมายเล่นงาน อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพชี้ รพ.ที่ทำศัลยกรรม “สุรชัย” ทำผิดตามมาตรา 38 พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 ขณะที่นายกแพทยสภาเตรียมล้อมคอกการโฆษณาทำศัลยกรรมเกินจริง

จากเรื่องราวทอล์กออฟเดอะทาวน์ กรณีที่นายสุรชัย สมบัติเจริญ นักร้องลูกทุ่งรุ่นใหญ่เข้าร่วมโครงการเฟซออฟ บายเซปิง ของ น.ส.เซปิง ไชยศาส์น หรือ ดร.เซปิง ไชยศาส์น เพื่อศัลยกรรมใบหน้าและปลูกผมกระชากวัยให้กลับมาดูเป็นหนุ่มอายุ 35 ปี ด้วยการใช้ทีมแพทย์จาก รพ.ศัลยกรรมตกแต่งแห่งหนึ่ง ผ่าตัดศัลยกรรมใบหน้าและปลูกผมให้ จนเกิดกระแสวิพากษ์ในสังคมอย่างมาก เป็นเหตุให้หลายหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค แพทยสภา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข เข้ามาตรวจสอบสอบสวนในข้อหาโฆษณาเกินจริง ผิดกฎหมาย พ.ร.บ.สถานพยาบาล รวมทั้งทางครอบครัวนายประจวบ ไชยสาส์น อดีตรัฐมนตรีหลายสมัย ออกมาปฏิเสธว่า น.ส.เซปิง ไม่ใช่ลูกสาวของนายประจวบนั้น

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 23 ก.พ. ที่สมาคมธรรมศาสตร์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซ.งามดูพลี น.ส.เซปิง ไชยศาส์น พร้อมนายจำนง ไชยมงคล ทนายความ เปิดแถลงข่าวชี้แจงเกี่ยวกับโครงการเฟซออฟ อย่างเป็นทางการ หลังเก็บตัวเงียบมานานเกือบ 1 สัปดาห์ โดย น.ส.เซปิงกล่าวว่า จากกระแสข่าวที่ผ่านมา ทำให้ตนได้รับความเสียหายอย่างมาก ซึ่งตนพร้อมที่เข้าไปพูดชี้แจงกับหน่วยงานต่างๆ ที่จะเข้ามาตรวจสอบสอบสวน ตามกระบวนการยุติธรรม แต่จนถึงวันนี้ยังไม่มีหนังสือจากหน่วยงานใดส่งมาถึงเพื่อเรียกตัวไปให้การ หรือชี้แจงอย่างเป็นทางการ มีแต่คำกล่าวปรากฏตามสื่อต่างๆเท่านั้นที่ผ่านมา ไม่ได้ออกมาแถลงข้อเท็จจริงเนื่องจากทนายบอกว่า เมื่อเป็นการกล่าวหาก็อยากให้ต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม ความจริงสามารถพิสูจน์ได้ เพราะเราไม่ผิด แต่ก็ปรากฏว่าข่าวเริ่มออกมาในทำนองที่ทำให้เสียหาย เช่น บอกว่าเป็นคนต่างด้าว ไม่มีหลักฐานทางทะเบียน ทั้งๆที่ตนเป็นคนไทย ฝ่ายหมอชลทิศ สินรัชตานันท์ ก็ทำทีเหมือนเป็นพระเอก ทำเพื่อสมาคมศัลยกรรมตกแต่งแห่งประเทศไทย วันนี้จึงขอแถลงต่อสื่อมวลชนเพื่อปกป้องชื่อเสียงของตนเอง

...

น.ส.เซปิงกล่าวด้วยว่า ที่มีการกล่าวหาว่า ตนได้ทำการโฆษณาโครงการดังกล่าวนั้นไม่เป็นความจริงเป็นแค่การพูดคุยกับรายการ ที่ได้เชิญไปออกรายการและไม่เคยมีการพูดชื่อแพทย์ศัลยกรรมท่านใดหรือพูดชื่อโรงพยาบาลใดเลย ที่ใช้ชื่อโครงการ เฟซออฟ มันเป็นเสรีภาพ ไม่มีคำจำกัดความใดและความหมายของแต่ละบุคคลก็แตกต่างกันไป ไม่เคยพูดถึงวิธีการขั้นตอนการทำศัลยกรรมกับสื่อใด แต่มีสื่อออนไลน์สื่อหนึ่งเอาไปลงทำให้เกิดความเสียหาย ขอยืนยันว่าตนไม่ใช่แพทย์ศัลยกรรม เป็นเพียงที่ปรึกษาด้านความงามเท่านั้น ทำโครงการดังกล่าวเพื่อประชาชน เผยแพร่ถึงฝีมือแพทย์ไทยและให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางศัลยกรรมของเอเชียแปซิฟิก ความหมายของคำว่าเฟซออฟนั้น ของเราหมายถึงการผ่าตัดทำให้นายสุรชัย สมบัติเจริญ ดูหนุ่มขึ้น โดยหลังจากเข้าโครงการดังกล่าวแล้ว ผลออกมาเป็นอย่างไรนั้นคือเฟซออฟ เพราะจุดประสงค์ของนายสุรชัย ต้องการมีใบหน้าที่เด็กลง กระชับขึ้น ขอยืนยันว่าจะทำโครงการดังกล่าวต่อไปและจะทำให้ดีที่สุด

ส่วนที่มีผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์กับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ว่าโดน น.ส.เซปิงหลอกให้มัดจำเงินจำนวน 150,000 บาทนั้น น.ส.เซปิงกล่าวว่า อีกไม่นานความจริงจะปรากฏ อย่างไร ก็ตาม ขณะนี้ตนไม่ได้รับเอกสารใดจาก สคบ.และเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ในการแถลงข่าว น.ส.เซปิงกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือเหมือนจะร้องไห้ พร้อมนำภาพการทำศัลยกรรมของ นพ.ชลทิศ กับแพทย์คนอื่นมาเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างของการทำศัลยกรรมว่า เคยร่วมงานกับ นพ.ชลทิศ สินรัชตานันท์ ด้วยการหาลูกค้าให้เป็นระยะเวลา 1 ปี เมื่อมีลูกค้าเข้ามาสอบถามถึงการทำศัลยกรรม จะแนะนำลูกค้าไปให้นพ.ชลทิศ แต่ภายหลังมีปัญหาในการทำงานร่วมกัน ซึ่งมีหลายเหตุผล จึงไม่ได้แนะนำลูกค้าให้ นพ.ชลทิศ อีก ไม่แน่ใจว่าทำให้ นพ.ชลธิศ เกิดความไม่พอใจหรือไม่ ขอยืนยันว่าไม่มีการขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์อย่างแน่นอน ประเด็นที่ นพ.ชลทิศ หรือใครไปร้อง สคบ.ว่า ตนทำผิด พ.ร.บ.สถานพยาบาลนั้น ตนไม่ใช่เจ้าของสถานพยาบาลและไม่ใช่หมอ เป็นเพียงที่ปรึกษาเสริมความงาม ต้องกลับไปถาม นพ.ชลทิศด้วยว่า ที่ผ่านมาให้ใครโฆษณาสถานพยาบาลของตัวเองหรือไม่ ขณะนี้ตนกับทนายความได้รวบรวมหลักฐานเตรียมที่จะไปร้องยังแพทยสภา เอาผิด นพ.ชลทิศด้วยเช่นกัน

น.ส.เซปิงกล่าวต่อว่า ส่วนกระแสข่าวที่มีการเผยแพร่ออกมาว่าตนไม่ใช่คนไทยนั้นไม่เป็นความจริง เพราะหากไม่ใช่คนไทยจะเรียนจบถึงขั้นปริญญาเอกได้อย่างไร และขอยืนยันว่าชื่อ “น.ส.เซปิง ไชยศาสน์” เป็นชื่อที่ปรากฏตามบัตรประชาชนจริง ส่วน กรณีที่การเผยแพร่ข่าวว่าเดิมตนชื่อ น.ส.สุดารัตน์ แต่ได้มีการเปลี่ยนชื่อมาเป็น น.ส.เซปิง ในเว็บไซต์สื่อออนไลน์บางสำนัก ก็ไม่เป็นความจริง ไม่เคยใช้ชื่อสุดารัตน์ ตามที่ข่าวปรากฏ ทำให้ตนได้รับความเสียหาย ซึ่งจะมีการดำเนินการตามกฎหมายเช่นกัน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่านามสกุลของ น.ส.เซปิง มีชื่อคล้องกับนายประจวบ ไชยสาส์น อดีตนักการเมืองชื่อดังพรรคชาติพัฒนา มีความสัมพันธ์อย่างไรกัน น.ส.เซปิงกล่าวว่า เป็นบุตรสาวของนายประจวบ เหตุที่ตัวสะกดของนามสกุล ระหว่าง “ส” และ “ศ” ที่ใช้แตกต่างกันนั้น เป็นความต้องการของนายประจวบ ทั้งนี้ ยืนยันว่านามสกุลของตนสะกดด้วย “ศ” แต่เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า เหตุใดนามสกุลของ น.ส.เซปิงที่ปรากฏตามสื่อออนไลน์ต่างๆ ร่วมทั้งฉากแถลงข่าวในวันนี้ ยังใช้ว่า “ไชยสาส์น” ไม่ใช่ “ไชยศาส์น” น.ส.เซปิงอ้างว่า เป็นความผิดพลาดของทีมงานในโครงการ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่านายต่อพงษ์ ไชยสาส์น บุตรชายของนายประจวบ ไชยสาส์น ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ไม่เคยมีน้องสาวชื่อเซปิง และไม่มีพี่น้องในแวดวงศัลยกรรมนั้น น.ส.เซปิงกล่าวว่า ไม่ขอตอบในเรื่องดังกล่าว ขณะที่ทนายความของ น.ส.เซปิงกล่าวตัดบทว่า เป็นเรื่องละเอียดอ่อนในครอบครัวไชยสาส์น

ต่อมาบ่ายวันเดียวกัน ที่ สน.สมเด็จเจ้าพระยา นพ.ชลทิศ สินรัชตานันท์ นายกสมาคมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าแห่งประเทศไทย พร้อมทีมทนายความ เข้าพบ พ.ต.ท.จารึก ทองสีขาว รอง ผกก. (สอบสวน) สน.สมเด็จเจ้าพระยา หลังเคยเข้าแจ้งความให้ดำเนินคดีกับ น.ส.เซปิง ไชยสาส์น หรือ ดร.เซปิง ไชยศาส์น ในข้อหานำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่จะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ซึ่งการเดินทางมาครั้งนี้เนื่องจากเจ้าของคดีสามารถหาประวัติตามทะเบียนราษฎรของ น.ส.เซปิงได้แล้วจึงต้องการให้ผู้เสียหายมาชี้ภาพถ่ายยืนยันตัวบุคคล

...

หลังใช้เวลาพูดคุยกับพนักงานสอบสวนนาน 30 นาที นพ.ชลทิศพร้อมทีมทนายความ ออกมาเปิดเผยว่า ตำรวจติดต่อให้มาชี้ตัวยืนยันบุคคลของ น.ส.เซปิง ขณะนี้มีปรากฏในทะเบียนราษฎรแล้ว ชื่อ น.ส.เซปิง ไชยศาส์น อายุ 38 ปี ซึ่งไม่ตรงกับนามสกุลไชยสาส์น ที่เจ้าตัวเคยใช้ออกสื่อโซเชียลฯ แต่อย่างใด จากการดูใบหน้าตามทะเบียนราษฎร ยืนยันว่าใช่บุคคลเดียวกัน นอกจากนั้นยังทราบอีกว่า น.ส.เซปิงเคยเปลี่ยนชื่อนามสกุลมาแล้วถึง 5 ครั้ง จึงชี้ยืนยันให้ฝ่ายสอบสวนทราบ สำหรับขั้นตอนต่อไปจะมีการออกหมายเรียกหรือออกหมายจับนั้นอยู่ที่ดุลพินิจของตำรวจ ไม่สามารถไปก้าวล่วงได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดอย่างไรกรณีที่ ดร.เซปิง แถลงโต้เรื่องที่ทำโครงการเฟซออฟ ทำไปเพื่อประเทศ ชาติ นพ.ชลทิศตอบว่า ความจริงก็คือความจริง เรื่องนี้ ถึงหน่วยงานราชการไปหมดแล้ว ทั้ง สคบ. แพทยสภา และหน่วยงานอื่นๆ ขอยืนยันว่า การทำศัลยกรรมไม่มีศัพท์ว่าเฟซออฟ ฟังแล้วดูเกินจริง ที่สำคัญการเปิดแถลงข่าวของ น.ส.เซปิง ในวันนี้กำลังให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบทั้งเอกสารและถ้อยคำที่เจ้าตัวแถลงออกมาทั้งหมด หากมีพาดพิงถึงในทางที่ขัดต่อกฎหมาย จำเป็นต้องใช้สิทธิ์ทางกฎหมายฟ้องร้อง

เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้เคยรู้จักกับ ดร.เซปิง มาก่อนหรือไม่ นพ.ชลทิศตอบว่า ยอมรับว่าเคยทำธุรกิจร่วมกันเมื่อไม่กี่เดือนก่อน เป็นการพูดคุยกันในระยะเวลาสั้นๆ เมื่อตนเห็นว่า ไม่สามารถดำเนินธุรกิจร่วมกันได้จึงบอกปฏิเสธไป จากนั้นก็มีผู้เสียหายเข้ามาให้ข้อมูลว่า น.ส.เซปิง ไปอ้างเป็นหลาน เพื่อให้ดูน่าเชื่อถือต่อการทำธุรกิจของ น.ส.เซปิงเป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้ นอกจากนั้นยังออกมาแถลงข่าวถึงโครงการเฟซออฟ ใช้ศัพท์ผิดจรรยาบรรณทั้งที่ น.ส.เซปิงไม่ใช่แพทย์ การออกมาให้ข่าวและแจ้งความในครั้งนี้ ถือว่าดำเนินการในฐานะเป็นผู้เสียหายจากการแอบอ้างเอง ทำเพื่อปกป้องวิชาชีพในฐานะนายกสมาคมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าแห่งประเทศไทยด้วย

...

วันเดียวกัน นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบความผิดที่มีการกล่าวอ้างโรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่งกมล ที่ทำศัลยกรรมนายสุรชัย สมบัติเจริญ ว่า อาจเกี่ยวข้องกับ ดร.เซปิงหรือไม่นั้น ว่า ขณะนี้ ได้ส่งเรื่องให้อนุกรรมการจริยธรรมของแพทยสภาพิจารณา ว่า นพ.กมล พันธ์ศรีทุม ผู้ทำศัลยกรรมให้นายสุรชัยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการโฆษณา หรือเกี่ยวข้องใดๆกับ ดร.เซปิงหรือไม่ นอกจากนี้ ในวันที่ 2 มี.ค. จะมีการประชุมคณะกรรมการแพทยสภาเกี่ยวกับเรื่องของการโฆษณาเกินจริง ขณะนี้พบว่ามีมาก โดยจะมีการหารือว่าจะมีแนวทางป้องกัน ว่าจะทำอย่างไร โดยเฉพาะการโฆษณาทางการแพทย์ คาดว่าจะมีการร่างกฎเกณฑ์มาตรฐานการทำศัลยกรรมว่า การทำศัลยกรรมแต่ละเรื่องต้องมีมาตรฐานอะไร สามารถทำอะไรได้บ้าง เป็นต้น

ด้าน น.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กล่าวว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าว ยังไม่พบว่าโรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่งกมลออกมาคัดค้านหรือแสดงความไม่เห็นด้วยกับการโฆษณา จึงถือว่าเป็นการยินยอมให้โฆษณา ถือว่าผิดตามมาตรา 38 พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 มีโทษปรับ 20,000 บาท และปรับเพิ่มวันละ 10,000 บาท จนกว่าจะมีการแก้ไขปรับปรุงให้เป็นไปตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม อนุกรรมการโฆษณาของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพจะชี้ขาดโทษอีกครั้งในวันที่ 4 มี.ค. ส่วนกรณี ดร.เซปิง มาให้ข่าวว่า เฟซออฟเป็นเพียงโครงการเท่านั้น ไม่ใช่เทคนิคการทำนั้น เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ที่จะดูแล แต่การใช้ชื่อโครงการก็เหมือนเป็นการสื่อให้เกิดความเข้าใจผิดได้

ขณะที่ นพ.ชลธิศ สินรัชตานันท์ นายกสมาคมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากที่เคยไปแจ้งความ เป็นเรื่องของการโฆษณาโอ้อวด เนื่องจากเป็นเรื่องที่ผิด ไม่สามารถโฆษณาได้ นอกจากนี้ ดร.เซปิงยังอ้างว่าเป็นหลานตน ซึ่งจริงๆไม่ใช่ ส่วนที่สังคมอาจมองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะปมขัดแย้งกันเองหรือไม่นั้น ขอบอกว่าคนสามารถคิดได้ แต่ก็ไม่กังวลอะไรเรื่องนี้ สำหรับกรณีการแถลงข่าวของ ดร.เซปิง ที่มีการนำภาพคนไข้มาเปรียบเทียบ และอ้างว่าเป็นฝีมือการทำศัลยกรรมของตนเอง ตนไม่ติดใจอะไร

...

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในการแถลงข่าวมีการโชว์รูปคนไข้ที่ทำศัลยกรรม และอ้างว่ามาจากฝีมือ นพ.ชลทิศ ถือว่าละเมิดสิทธิหรือไม่ นพ.ชลทิศ กล่าวว่า ขอปรึกษาทนายก่อน เพราะตอนนี้ยังไม่เห็นข่าว และไม่ทราบข้อมูลใดๆ ส่วนที่มีการถามเข้ามาว่า ดร.เซปิงจะไปร้องแพทยสภาเกี่ยวกับตน ก็ยังไม่ทราบเรื่อง ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าวได้เข้าสู่กระบวนการของส่วนราชการแล้ว ดังนั้น ไม่ว่าจะเรื่องการโฆษณา หรือการพูดถึงเฟซออฟ ขอให้ไปถาม สคบ.ดีกว่า และหากใครจะพาดพิงอะไร ก็ไม่กังวล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบประวัติ น.ส.เซปิงจากบุคคลใกล้ชิด พบว่ามีชื่อจริง นามสกุลจริงในทะเบียนราษฎรว่า นางสาวเซปิง ไชยศาส์น เลขประจำตัวประชาชน 4729900001261 อายุ 43 ปี บิดาชื่อนายทองสุข มารดาชื่อนางสังวาลย์ ที่อยู่ อ.ไทรม้า จังหวัดนนทบุรี

ด้านนายอำพล วงศ์ศิริ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า ตามที่ได้มีการนัดหมาย ดร.เซปิง ไชยศาส์น เจ้าของโครงการเฟซออฟ และนพ.กมล พันธุ์ศรีทุม ศัลยแพทย์ตกแต่ง เข้าให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโฆษณาที่มีการทำเฟซออฟ วันที่ 24 ก.พ. สคบ. เพิ่งสามารถติดต่อทนายความ ดร.เซปิง ได้ และทนายความได้ชี้แจงมาว่า ดร.เซปิงขอเลื่อนการชี้แจงต่อ สคบ.ไปก่อน และจะแจ้งมาภายหลังว่าสะดวกวันไหน ส่วน นพ.กมล ก็ชี้แจงว่าไม่สะดวกจะมาให้ข้อมูลในวันดังกล่าวได้ แต่ได้ส่งตัวแทนมาชี้แจงกับ สคบ.ในวันนี้ (23 ก.พ.) ว่า หมอกมลมีใบอนุญาตเป็นแพทย์ด้านศัลยกรรมจากแพทยสภา ไม่ได้รู้จักกับ ดร.เซปิงเพียงได้แต่ได้รับการติดต่อ ดร.เซปิงในฐานะที่เป็นเอเจนซี่ ให้ผ่าตัดศัลยกรรมคนไข้ที่เขาหามาเท่านั้น